ตลาดเอเจนซีไทยประกอบด้วยบริษัทขนาดเล็กเป็นส่วนใหญ่ ไม่ใช่บริษัทขนาดใหญ่อย่างที่ภาพจำมักบอก แผนพัฒนาอุตสาหกรรมบริการโฆษณา ซึ่งสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) จัดทำร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ประมวลข้อมูลนิติบุคคลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าไว้ว่า ในปี 2564 ประเทศไทยมีตัวแทนโฆษณา 8,248 ราย และในจำนวนนี้ 96% เป็นสถานประกอบการขนาดเล็ก
รายงานฉบับเดียวกันจัดขนาดสถานประกอบการตามรายได้ต่อปี โดยขนาดเล็กคือรายได้ต่ำกว่า 50 ล้านบาท ขนาดกลางอยู่ที่ 50-300 ล้านบาท และขนาดใหญ่มากกว่า 300 ล้านบาท สัดส่วนที่เหลือจากกลุ่มขนาดเล็กจึงมีเพียงขนาดกลาง 3% และขนาดใหญ่ 1% เท่านั้น
| ตัวชี้วัดอุตสาหกรรมบริการโฆษณาไทย (ปี 2564) |
ค่าที่รายงานไว้ |
| จำนวนตัวแทนโฆษณา |
8,248 ราย |
| สัดส่วนสถานประกอบการขนาดเล็ก |
96% |
| สัดส่วนขนาดกลางและขนาดใหญ่ |
3% และ 1% |
| รายได้รวมของธุรกิจบริการโฆษณา |
9.7 หมื่นล้านบาท |
| การจ้างงานในอุตสาหกรรม |
4.6 หมื่นคน |
ตัวเลขชุดนี้เปลี่ยนวิธีตั้งคำถามของธุรกิจที่กำลังจะจ้างเอเจนซี เพราะการเลือกเอเจนซีขนาดเล็กไม่ใช่การเลือกทางเลือกนอกกระแส แต่เป็นสิ่งที่ตลาดส่วนใหญ่ทำอยู่แล้ว คำถามที่ให้คำตอบมากกว่าจึงไม่ใช่ว่าควรเลือกขนาดไหน แต่คือเอเจนซีรายนั้นมีทีมและกระบวนการรองรับงานของเราจริงหรือไม่
ทำไมเอเจนซีไทยส่วนใหญ่ถึงมีขนาดเล็ก
สาเหตุหลักคือธุรกิจบริการโฆษณาใช้เงินลงทุนตั้งต้นต่ำและพึ่งพาทักษะของคนเป็นหลัก การตั้งบริษัทจึงทำได้ด้วยทีมไม่กี่คน ประกอบกับรายงานของ CEA ระบุว่าตัวแทนโฆษณาสร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่อุตสาหกรรมราว 10-15% ขณะที่ผู้เผยแพร่โฆษณาสร้างได้ 60-70% โครงสร้างรายได้แบบนี้ทำให้การขยายขนาดองค์กรไม่ได้เพิ่มกำไรตามสัดส่วนเสมอไป