พบว่าการแยกสายให้ผลตอบแทนสูงกว่าจริง แต่เฉพาะในช่วงที่คู่แข่งยังไม่เปลี่ยนตาม งานของ Henry Ogden Armour และ David J. Teece ใน The Bell Journal of Economics ปี 2521 ทดสอบสมมติฐานของ Oliver Williamson ที่ว่าบริษัทแบบแบ่งสายทำกำไรได้ดีกว่าบริษัทที่จัดโครงสร้างแบบอื่น โดยใช้กลุ่มบริษัทน้ำมันในรายชื่อ Fortune 500 ปี 2518 ซึ่งมี 32 ราย และยอมเข้าร่วมการศึกษา 28 ราย ทีมวิจัยย้อนประวัติโครงสร้างของแต่ละบริษัทกลับไปถึงปี 2498 แล้วแบ่งการวิเคราะห์เป็นสองช่วง
ช่วงแรกคือปี 2498 ถึง 2511 ซึ่งเป็นช่วงที่โครงสร้างแบบแบ่งสายกำลังแพร่ในอุตสาหกรรม บริษัทแบบแบ่งสายได้ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูงกว่าบริษัทที่จัดตามหน้าที่เฉลี่ยราว 2 จุดจากฐานประมาณ 7.5% และผลนี้มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับเกิน 99% ช่วงที่สองคือปี 2512 ถึง 2516 ซึ่งบริษัทส่วนใหญ่เปลี่ยนเป็นแบบแบ่งสายแล้ว ความต่างของผลตอบแทนหายไปจนวัดไม่ได้
ทำไมข้อได้เปรียบหายไปในช่วงหลัง
ผู้วิจัยอธิบายว่าเมื่อโครงสร้างที่ดีกว่าแพร่ไปครบ ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นถูกส่งต่อไปถึงผู้บริโภคผ่านการแข่งขัน ไม่ได้ค้างอยู่เป็นกำไรส่วนเกินของใคร อีกข้อสังเกตหนึ่งในงานเดียวกันน่าสนใจสำหรับกิจการขนาดกลาง ในช่วงหลัง บริษัทหกรายที่ยังจัดตามหน้าที่อยู่ล้วนอยู่ในกลุ่มเจ็ดรายที่เล็กที่สุดของกลุ่มตัวอย่าง สินทรัพย์เฉลี่ยของกลุ่มนี้ในปี 2512 อยู่ที่ราว 247.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับราว 4,338 ล้านดอลลาร์ของบริษัทแบบแบ่งสาย ผู้วิจัยอ่านว่าบริษัทเล็กเหล่านี้เลือกโครงสร้างที่เหมาะกับขนาดของตัวเองอยู่แล้ว
ข้อจำกัดของผลนี้ที่ต้องบอกคู่กัน
งานนี้ศึกษาอุตสาหกรรมเดียว ในประเทศเดียว และเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ผู้วิจัยเขียนเองว่าต้องมีงานศึกษาเพิ่มก่อนจะสรุปว่าผลใช้ได้ทั่วไป และการเลือกเฉพาะบริษัทที่อยู่รอดถึงปี 2518 ก็อาจทำให้ภาพเอียง ตัวเลข 2 จุดจึงใช้เป็นเป้ากำไรของกิจการไทยไม่ได้ สิ่งที่นำมาใช้ได้คือตรรกะของมัน คือโครงสร้างให้ความได้เปรียบเมื่อมันแก้ปัญหาที่คู่แข่งยังแก้ไม่ได้ และหมดความได้เปรียบเมื่อทุกคนแก้ด้วยวิธีเดียวกัน