ชื่อสีทั้ง 168 สีมาจากการเทียบเอกสารเก่ากับคำสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ วิทยานิพนธ์ระบุแหล่งที่ใช้ ได้แก่ พจนานุกรม "สัพะ-พะ-จะ-นะ" พ.ศ. 2397 หนังสือ "อักขราภิธานศรับท์" พ.ศ. 2416 หนังสือ "ภาพจิตรกรรมไทย" ของอาจารย์อมร ศรีพจนารถ พ.ศ. 2514 หนังสือ "หัวโขน" พ.ศ. 2543 ของบุญชัย เบญจรงคกุล และบทสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญศิลปะไทยกับผู้สืบทอดการปรุงสีแบบโบราณ ผลการค้นคว้าเพิ่มชื่อสีจากข้อมูลเดิมจนได้ 168 สี และตารางที่ 42 ของวิทยานิพนธ์สรุปจำนวนนี้ไว้
การนับซ้ำเป็นปัญหาที่งานวิจัยต้องแก้ เพราะสีเดียวกันมีหลายชื่อ วิทยานิพนธ์ใช้วัสดุต้นกำเนิดเป็นเกณฑ์ ชื่อที่มาจากวัสดุเดียวกันถือเป็นสีเดียวกัน ตัวอย่างเช่น แดงชาด แดงฉาด ชาดก้อน และชาดหรคุณ มาจากแร่ซินนาบาร์ (cinnabar ชื่อทางเคมี HgS) ส่วนสีลิ้นจี่ สีโลหิต และสีแดงก่ำ มาจากแมลงโคชินีล (cochineal) คนละวัสดุกับชาด งานวิจัยยังสรุปจากเอกสารและบทสัมภาษณ์ว่าหงชาด กุหลาบ และชมพู เป็นสีเดียวกัน
ผู้จัดระบบตั้งใจหาค่าสีของวัสดุตอนปรุงเสร็จ ไม่ได้วัดสีจากภาพจิตรกรรมที่ผ่านกาลเวลา เพราะผนังโบสถ์เปลี่ยนสีไปตามความเป็นกรดด่างของผนัง แสงอัลตราไวโอเลต และฝุ่นที่เกาะสะสม ค่าสีในระบบจึงใกล้กับสีตอนช่างเพิ่งเขียนเสร็จมากกว่าสีที่ผู้ชมเห็นในโบสถ์ปัจจุบัน
ทำไมสีไทยดูเข้มและหม่นกว่าสีสากล
สีไทยเข้มกว่าเพราะแม่สีของช่างไทยเข้มตั้งแต่ต้น วิทยานิพนธ์อธิบายว่าหมวดสีแม่สีมีสามสี คือ คราม แดงชาด และเหลืองรง ทั้งสามเป็นวัสดุธรรมชาติ คือครามจากการหมักต้นคราม ชาดจากแร่ และรงจากยางต้นรง ค่าสีของแม่สีเข้มกว่าสีทั่วไป สีที่ผสมต่อจากแม่สีเหล่านี้จึงเข้มตามไปด้วย ส่วนความหม่นมาจากเนื้อสีฝุ่นที่ด้านและไม่สะท้อนแสง แบรนด์ที่เคยชินกับสีสดจากหมึกพิมพ์สมัยใหม่จึงควรเทียบสีไทยบนกระดาษจริงก่อนตัดสินใจ