ไฟล์ข้อมูลของ Fogra บันทึกค่าสีเป็นระบบ CIELAB ซึ่ง L* คือความสว่าง (0 คือดำ 100 คือขาว) a* ค่าบวกไปทางแดงค่าลบไปทางเขียว และ b* ค่าบวกไปทางเหลืองค่าลบไปทางน้ำเงิน ตารางนี้ดึงค่าจากแถวที่พิมพ์หมึกสีเดียวเต็มพื้นร้อยเปอร์เซ็นต์ และแถวกระดาษเปล่า
| แถบสี |
FOGRA39 เคลือบ |
FOGRA51 เคลือบ |
FOGRA47 ไม่เคลือบ |
FOGRA52 ไม่เคลือบ |
| กระดาษเปล่า (L* a* b*) |
95 / 0 / -2 |
95 / 1.5 / -6 |
95 / 0 / -2 |
93.5 / 2.5 / -10 |
| ดำ 100% (L*) |
16 |
16 |
31 |
32.69 |
| บานเย็น 100% (a*) |
74 |
75.29 |
61 |
60.07 |
| เหลือง 100% (b*) |
93 |
92.37 |
78 |
72.38 |
| ฟ้า 100% (L* a* b*) |
55 / -37 / -50 |
56.12 / -34.9 / -52.52 |
60 / -26 / -44 |
58.7 / -22.35 / -48.12 |
ที่มา: ไฟล์ข้อมูลลักษณะการพิมพ์ในทะเบียนของ ICC ดึงค่าโดยฟิจิทัลจากแถว CMYK 0-0-0-0 และแถวหมึกเดี่ยว 100%
ทำไมสีดำบนกระดาษไม่เคลือบดูเป็นสีเทาเข้ม
ค่า L* ของหมึกดำเต็มพื้นบนกระดาษเคลือบคือ 16 ส่วนบนกระดาษไม่เคลือบคือ 31 ใน FOGRA47 และ 32.69 ใน FOGRA52 ตัวเลขที่สูงขึ้นหมายถึงสีสว่างขึ้น สีดำบนกระดาษไม่เคลือบจึงจางกว่าบนกระดาษเคลือบอย่างวัดได้ ค่า a* ของบานเย็นก็ลดจาก 74 เหลือราว 60 และค่า b* ของเหลืองลดจาก 93 เหลือ 72 ถึง 78 นามบัตรหรือแคตตาล็อกที่ต้องการสีดำเข้มและสีแบรนด์สด ควรเลือกกระดาษเคลือบ หรือยอมรับสีที่หม่นลงตั้งแต่ตอนอนุมัติแบบ
ทำไมสีแบรนด์ที่สดบนจอจึงหม่นบนกระดาษ
สีบนจอเกิดจากแสงสามสีที่จอเปล่งออกมา ส่วนสีบนกระดาษเกิดจากหมึกที่ดูดกลืนแสงบางส่วนแล้วสะท้อนแสงที่เหลือจากกระดาษ ขอบเขตของสีที่พิมพ์ได้จึงถูกจำกัดด้วยหมึกกับกระดาษ ตารางด้านบนแสดงว่าขอบเขตนั้นแคบลงอีกเมื่อเปลี่ยนเป็นกระดาษไม่เคลือบ สีที่อยู่นอกขอบเขตของสภาวะการพิมพ์จะถูกแปลงเป็นสีใกล้เคียงที่พิมพ์ได้ ผู้ดูแลแบรนด์จึงควรกำหนดค่าสีแบรนด์แยกสำหรับจอและสำหรับงานพิมพ์ แทนการใช้ค่า RGB ค่าเดียวทุกที่