ระหว่างวันที่ 1 มกราคมถึง 30 เมษายน 2569 รวม 120 วัน ACSC รับแจ้งคดีอาชญากรรมออนไลน์ 121,921 คดี ความเสียหายรวม 7.48 พันล้านบาท ทีมวิเคราะห์ของศูนย์แบ่งรูปแบบการหลอกลวงออกเป็นสามกลุ่มใหญ่ แต่ละกลุ่มมีจำนวนคดีและมูลค่าความเสียหายต่อคดีต่างกันมาก
- หลอกลวงด้านสินค้าและบริการ 85,215 คดี หรือร้อยละ 69.9 เฉลี่ยคดีละ 15,727 บาท ส่วนใหญ่เป็นผู้ซื้อที่สั่งของจากร้านในโซเชียลมีเดียแล้วไม่ได้ของ
- หลอกลวงเชิงผลประโยชน์และการลงทุน ความเสียหาย 5,997.7 ล้านบาท หรือร้อยละ 80.2 ของมูลค่าทั้งหมด เฉลี่ย 166,449 บาทต่อคดี กลุ่มนี้รวมการหลอกให้ทำงาน หลอกลงทุน แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ และหลอกให้รัก
- โจมตีทางเทคนิคและฉ้อโกงเทคโนโลยีอื่น 673 คดี หรือร้อยละ 0.55 แต่เฉลี่ย 211,686 บาทต่อคดี สูงที่สุดในสามกลุ่ม รวมการขโมยข้อมูลเข้าบัญชี การเจาะระบบ และมัลแวร์เรียกค่าไถ่
แถลงการณ์ไม่ได้ระบุจำนวนคดีของกลุ่มที่สองไว้ตรง ๆ เมื่อหักสองกลุ่มที่ระบุจำนวนออกจากยอดรวม จะเหลือประมาณ 36,000 คดี ซึ่งตรงกับการหารมูลค่าความเสียหายรวมของกลุ่มด้วยค่าเฉลี่ยต่อคดี
มิจฉาชีพออนไลน์แบบไหนทำให้เสียเงินมากที่สุด
กลุ่มหลอกลวงเชิงผลประโยชน์และการลงทุนเสียหายรวมมากที่สุด คือ 5,997.7 ล้านบาทจาก 7.48 พันล้านบาท ส่วนความเสียหายเฉลี่ยต่อคดีสูงสุดอยู่ที่กลุ่มโจมตีทางเทคนิค 211,686 บาท คดีซื้อขายสินค้าเกิดบ่อยที่สุดแต่เสียหายเฉลี่ยต่อคดีต่ำสุด การป้องกันจึงต้องเลือกตามว่ากังวลความถี่หรือขนาดความเสียหาย
แนวโน้มในสี่เดือน
ศูนย์รายงานว่ากลุ่มที่สองมีจำนวนคดีลดลงต่อเนื่อง จาก 10,146 คดีในเดือนมกราคมเหลือ 6,642 คดีในเดือนเมษายน ลดลงประมาณร้อยละ 34.5 และระบุว่าเป็นผลจากการปฏิบัติการของ ACSC การรับเรื่องของสายด่วน 1441 และการบังคับใช้กฎหมาย ส่วนกลุ่มที่สามเพิ่มขึ้นในเดือนมีนาคม มี 385 คดีและความเสียหาย 87.7 ล้านบาทในเดือนเดียว มาจากการขโมยข้อมูลเข้าระบบขนาดใหญ่และมัลแวร์เรียกค่าไถ่ ซึ่งแถลงการณ์เตือนว่ากระทบ SME และภาคธุรกิจโดยตรง มัลแวร์เรียกค่าไถ่มีความเสียหายรวม 50.6 ล้านบาท เฉลี่ย 1.87 ล้านบาทต่อคดี