13,539 คดีในแปดเดือนแรกของปี 2567 ถูกบันทึกไว้ในหมวด "ข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน" ตามชุดข้อมูลสถิติคดีแบ่งตามประเภทคดี ที่ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดให้ดาวน์โหลด หมวดนี้ตรงกับสิ่งที่คนทั่วไปเรียกว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ปลายสายอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่หรือพนักงานขององค์กรที่ผู้รับสายรู้จัก แล้วใช้ความกลัวเร่งให้โอนเงิน มุมที่ใช้ในบทความนี้คือฝั่งคนที่ต้องตรวจสอบ ว่าหน่วยงานที่ถูกแอบอ้างบอกประชาชนไว้อย่างไร และธุรกิจที่มีลูกค้าจำนวนมากต้องประกาศอะไรไว้ก่อนที่ชื่อของตัวเองจะถูกหยิบไปใช้
แก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างชื่อองค์กร ตรวจสายจริงจากช่องทางไหน

KEY TAKEAWAYS
3 ประเด็นชุดข้อมูลเปิดของศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ บันทึกคดีหมวดข่มขู่ทางโทรศัพท์แล้วหลอกให้โอนเงิน 13,539 คดีในเดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2567
เฉลี่ยราว 1,690 คดีต่อเดือน
ในช่วงเมษายนถึงธันวาคม 2566 คดีหมวดนี้ 3.8% มีความเสียหายเกินหนึ่งล้านบาท
สูงกว่าค่าเฉลี่ยของทุกหมวดรวมกันที่ 1.6% แม้จำนวนคดีจะน้อยกว่าหมวดซื้อขายสินค้าหลายเท่า
กรมสอบสวนคดีพิเศษเขียนไว้ว่าเจ้าหน้าที่จะส่งหนังสือราชการก่อนและจะไม่ให้ใครทำธุรกรรมทางโทรศัพท์
ธุรกิจเอกชนที่ชื่อถูกแอบอ้างใช้หลักเดียวกันได้ คือประกาศล่วงหน้าว่าพนักงานของตัวเองติดต่อลูกค้าอย่างไร
ชุดข้อมูลตำรวจบันทึกคดีข่มขู่ทางโทรศัพท์แล้วหลอกให้โอน 13,539 คดีใน ม.ค.-ส.ค. 2567 ดูวิธีที่ DSI และ กสทช. ให้ประชาชนแยกสายจริง และช่องทางที่ธุรกิจประกาศเองได้
ตัวเลขของหมวดข่มขู่ทางโทรศัพท์ในชุดข้อมูลตำรวจ
ระบบรับแจ้งความออนไลน์แยกคดีเป็นสิบห้าหมวด ในไฟล์รายปีของปี 2566 คดีช่วงมกราคมถึงมีนาคมเกือบทั้งหมดยังอยู่ในหมวด "ลักษณะอื่น ๆ" การแยกประเภทเริ่มครบตั้งแต่เดือนเมษายน ตัวเลขในบทความนี้จึงนับสองช่วง คือเมษายนถึงธันวาคม 2566 และมกราคมถึงสิงหาคม 2567 ซึ่งเป็นเดือนล่าสุดที่อยู่บนพอร์ทัลข้อมูลเปิดตอนเขียน
| ช่วงข้อมูล | คดีหมวดข่มขู่ทางโทรศัพท์ | คดีทุกหมวดรวมกัน | สัดส่วน |
|---|---|---|---|
| เมษายน-ธันวาคม 2566 (9 เดือน) | 9,126 | 175,462 | 5.2% |
| มกราคม-สิงหาคม 2567 (8 เดือน) | 13,539 | 244,695 | 5.5% |
รายเดือนในปี 2567 ตัวเลขต่ำสุดอยู่ที่ 1,337 คดีในเดือนเมษายน และสูงสุด 2,080 คดีในเดือนกรกฎาคม ส่วนหมวดที่มีคดีมากที่สุดยังเป็นการหลอกซื้อขายสินค้าที่ไม่มีลักษณะเป็นขบวนการ ซึ่งมี 110,236 คดีในช่วงเดียวกัน
คดีหมวดข่มขู่ทางโทรศัพท์เสียหายหนักกว่าหมวดอื่นแค่ไหน
ชุดข้อมูลมูลค่าความเสียหาย ไม่ได้บอกยอดเงินรวม แต่บอกว่าแต่ละคดีเสียหายอยู่ในช่วงเงินไหน ในช่วงเมษายนถึงธันวาคม 2566 หมวดข่มขู่ทางโทรศัพท์มี 331 คดีที่เสียหายหนึ่งถึงสิบล้านบาท และ 13 คดีที่เสียหายสิบถึงร้อยล้านบาท รวม 344 คดี คิดเป็น 3.8% ของหมวด ขณะที่ทุกหมวดรวมกันมีคดีเสียหายเกินหนึ่งล้านบาทเพียง 1.6% หมวดนี้จึงมีคดีน้อยกว่าการหลอกซื้อขายสินค้า แต่แต่ละคดีเสียเงินก้อนใหญ่กว่า
ทำไมบางคดีถูกบันทึกความเสียหายเป็นศูนย์บาท
ในหมวดเดียวกันมี 2,410 คดีจาก 9,126 คดีที่บันทึกมูลค่าความเสียหายเป็นศูนย์ ชุดข้อมูลไม่ได้อธิบายเหตุผลของแต่ละคดี สิ่งที่อ่านได้จากตัวเลขมีเพียงว่าคนจำนวนหนึ่งแจ้งความโดยไม่มีเงินสูญหายที่บันทึกไว้ บทความนี้จึงไม่สรุปว่าคนกลุ่มนั้นรู้ทันหรือโอนไม่สำเร็จ เพราะต้นทางไม่ได้ให้ข้อมูลส่วนนั้น
วิธีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษติดต่อประชาชนจริง
หน่วยงานรัฐเป็นชื่อที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างบ่อย กรมสอบสวนคดีพิเศษเคยออกประกาศเตือนเมื่อพฤศจิกายน 2564 ว่ามีผู้แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ส่วนคดีฟอกเงิน โดยอ่านเลขบัตรประชาชน ที่อยู่ และเบอร์โทรของผู้รับสายให้ฟังเพื่อให้ดูน่าเชื่อ จากนั้นเมื่อพฤษภาคม 2565 กรมฯ ออกประกาศเน้นย้ำวิธีการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเขียนขั้นตอนจริงไว้เป็นข้อ
ข้อแรก เจ้าหน้าที่ไม่ติดต่อประชาชนเพื่อขอข้อมูลหรือให้ทำธุรกรรมทางการเงินหรือโอนเงินด้วยการพูดคุยทางโทรศัพท์ ข้อสอง เจ้าหน้าที่จะมีหนังสือราชการไปถึงประชาชนก่อน บอกเหตุผล และนัดให้มาพบที่กรมฯ หรือสถานที่ราชการในวันและเวลาราชการ ประกาศฉบับเดียวกันแนะให้ผู้รับสายถามถึงหนังสือฉบับนั้น และถ้าไม่แน่ใจว่าหนังสือเป็นของจริง ให้โทรสายด่วน 1202 ซึ่งจะโอนสายไปยังหน่วยงานเจ้าของหนังสือโดยตรง
เอกสารจากกรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจย้อนกลับได้อย่างไร
ประกาศเดียวกันระบุว่าอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมอบหมายให้ทำระบบ QR Code บนเอกสารราชการที่ส่งถึงประชาชนหรือหน่วยงานรัฐ ผู้รับสแกนแล้วเทียบกับต้นฉบับในระบบของกรมฯ ได้ และจะประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการเมื่อระบบเสร็จ หลักคิดของมาตรการนี้ใช้ได้กับทุกองค์กร คือให้ผู้รับตรวจกลับไปที่ต้นทางด้วยช่องทางที่องค์กรกำหนด ไม่ใช่ช่องทางที่ผู้ติดต่อบอกมา
เครื่องหมายบวกหน้าเบอร์ที่โทรจากต่างประเทศ
อีกจุดที่ตรวจได้จากหน้าจอโทรศัพท์คือเลขที่โชว์ Anti-Fake News Center หรือศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมของรัฐ เผยแพร่ผลตรวจสอบกับสำนักงาน กสทช. เมื่อ 13 มิถุนายน 2565 ยืนยันว่าสำนักงาน กสทช. ออกมาตรการให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกรายใส่เครื่องหมาย + นำหน้าเบอร์ที่โทรมาจากต่างประเทศ เพื่อให้ผู้รับสายสังเกตได้และระมัดระวังก่อนรับ
ข้อที่ต้องอ่านให้ครบคือมาตรการนี้บอกแค่ว่าสายมาจากต่างประเทศ ไม่ได้บอกว่าใครโทร ลูกค้าที่มีญาติหรือคู่ค้าอยู่ต่างประเทศยังได้รับสายที่มีเครื่องหมายนี้ตามปกติ และสายที่ไม่มีเครื่องหมายก็ไม่ได้รับรองว่าปลอดภัย เครื่องหมาย + จึงเป็นสัญญาณให้ถามต่อ ไม่ใช่คำตัดสิน
ธุรกิจไทยที่ไม่มีสาขาต่างประเทศ ใช้ข้อนี้บอกลูกค้าอย่างไร
ธุรกิจที่โทรหาลูกค้าจากเบอร์ในประเทศเท่านั้นประกาศได้ตรง ๆ ว่าเจ้าหน้าที่ของบริษัทโทรจากเบอร์ที่ขึ้นต้นแบบใด และไม่เคยโทรจากเบอร์ต่างประเทศ ลูกค้าที่เห็นเครื่องหมาย + พร้อมเสียงที่อ้างชื่อบริษัทจะมีข้อมูลให้เทียบทันที ข้อความนี้ต้องตรงกับการทำงานจริงของทีม ถ้าบางแผนกใช้บริการรับสายจากผู้ให้บริการต่างประเทศ ต้องเขียนข้อยกเว้นไว้ด้วย ไม่อย่างนั้นลูกค้าจะวางสายจริงของบริษัทเอง
ชื่อธุรกิจที่ถูกนำไปอ้างในสายโทร
ชุดข้อมูลตำรวจไม่ได้แยกว่าแต่ละคดีอ้างชื่อองค์กรไหน แต่ประกาศเตือนของหน่วยงานรัฐบอกรูปแบบเดียวกันซ้ำ ๆ ปลายสายใช้ชื่อที่ผู้รับสายไว้ใจ อ่านข้อมูลส่วนตัวให้ฟัง แล้วอ้างเรื่องเร่งด่วน ธุรกิจเอกชนที่มีฐานลูกค้ากว้าง เช่น ร้านค้าปลีก ผู้ให้บริการมือถือ บริษัทขนส่ง และธุรกิจที่มีระบบสมาชิก อยู่ในตำแหน่งเดียวกับหน่วยงานรัฐ เพราะลูกค้าคุ้นเคยกับการได้รับสายจากบริษัทเหล่านี้อยู่แล้ว
ตัวเลขของตำรวจยังไม่รวมคนที่รับสายแล้ววางโดยไม่แจ้งความ หรือคนที่เล่าให้บริษัทฟังผ่านช่องทางบริการลูกค้าเท่านั้น ธุรกิจที่อยากรู้ว่าชื่อของตัวเองถูกอ้างบ่อยแค่ไหนจึงต้องนับจากฝั่งตัวเอง เช่น ให้ทีมที่รับเรื่องลูกค้าบันทึกทุกครั้งที่มีคนถามว่าเคยได้รับสายจากบริษัทหรือไม่ พร้อมวันที่และเบอร์ที่ลูกค้าเห็น ข้อมูลชุดนี้ช่วยให้รู้ว่าควรเตือนลูกค้ากลุ่มไหนก่อน
ความเสียหายของธุรกิจเกิดสองทาง ทางแรกคือลูกค้าที่เสียเงินจำชื่อบริษัทคู่กับเหตุการณ์นั้น แม้บริษัทไม่ได้เกี่ยวข้อง ทางที่สองคือสายจริงของบริษัทเองถูกปฏิเสธมากขึ้น ลูกค้าที่เคยเจอสายปลอมจะไม่รับสายจากเบอร์ที่ไม่รู้จัก รวมถึงสายนัดส่งของหรือแจ้งปัญหาบัญชีที่บริษัทจำเป็นต้องโทรจริง
ลูกค้าจะโทรกลับไปตรวจที่เบอร์ไหนได้
เบอร์ที่ลูกค้าหาเองได้จากช่องทางของบริษัท เช่น เบอร์หลังบัตรสมาชิก ใบเสร็จ หรือหน้าเว็บทางการ ไม่ใช่เบอร์ที่ปลายสายบอกให้โทรกลับ หลักนี้ตรงกับที่กรมสอบสวนคดีพิเศษให้ประชาชนโทร 1202 แทนเบอร์ของผู้ที่อ้างตัว บริษัทจึงต้องทำให้เบอร์นั้นหาง่ายและเหมือนกันทุกช่องทาง ถ้าเว็บบอกเบอร์หนึ่ง เพจโซเชียลบอกอีกเบอร์ ลูกค้าจะไม่รู้ว่าควรเชื่อเบอร์ไหน
ส่วนลูกค้าที่โอนเงินไปแล้ว ขั้นตอนระงับบัญชีและแจ้งความตามลำดับอยู่ในมิจฉาชีพออนไลน์ 2569 สถิติ ACSC และขั้นตอนหลังโอนเงินไปแล้ว ส่วนบัญชีปลายทางที่รับเงินจากเหยื่อมักเป็นบัญชีของคนที่ถูกชวนให้เปิดหรือให้เช่า รายละเอียดทางกฎหมายอยู่ในหลอกทำงานออนไลน์และบัญชีม้า โทษเจ้าของบัญชีตาม พ.ร.ก. 2566 กรณีที่ปลายสายเลียนเสียงคนในครอบครัวแยกไว้ในGrandparent Scam เสียงลูกหลานโทรขอเงินด่วน ตั้งรหัสลับในบ้าน
ข้อความที่ธุรกิจประกาศว่าพนักงานจะไม่ขอทางโทรศัพท์
กรมสอบสวนคดีพิเศษเขียนวิธีทำงานของเจ้าหน้าที่ไว้เป็นข้อ ๆ ให้ประชาชนเทียบกับสายที่ได้รับ ธุรกิจเอกชนเขียนแบบเดียวกันได้ โดยใส่เฉพาะข้อที่ทีมทำตามได้จริงทุกครั้ง
- เบอร์ที่บริษัทใช้โทรออก ระบุเลขหรือรูปแบบเลขที่ใช้จริง และบอกว่าบริษัทไม่โทรจากเบอร์ต่างประเทศ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง
- สิ่งที่พนักงานจะไม่ขอ เช่น รหัส OTP รหัสผ่าน หรือให้โอนเงินเข้าบัญชีบุคคลเพื่อยืนยันตัวตนหรือรับเงินคืน
- สิ่งที่พนักงานจะไม่สั่งให้ทำ เช่น ให้ติดตั้งแอปจากลิงก์ที่ส่งมาในแชต หรือให้เพิ่มเพื่อนบัญชีส่วนตัวของพนักงาน
- ช่องทางที่ลูกค้าใช้ตรวจกลับ เบอร์กลางที่พิมพ์บนใบเสร็จหรือบัตรสมาชิก และหน้าเว็บที่รวมช่องทางทางการไว้ที่เดียว
- เอกสารที่บริษัทส่งจริง ถ้าบริษัทส่งจดหมายหรืออีเมลก่อนโทร ให้บอกลำดับนี้ไว้ เหมือนที่กรมสอบสวนคดีพิเศษส่งหนังสือราชการก่อนนัดพบ
ข้อความชุดนี้ต้องวางไว้ที่ไหนบ้าง
วางในจุดที่ลูกค้าเห็นก่อนเกิดเหตุ ไม่ใช่หลังเกิดเหตุ เช่น ใบเสร็จ อีเมลยืนยันการสมัคร หน้าช่วยเหลือบนเว็บ ข้อความต้อนรับในบัญชีแชตทางการ และสคริปต์ที่พนักงานพูดตอนต้นสาย จุดเหล่านี้ลูกค้าเจอเป็นประจำอยู่แล้ว ข้อความจึงถูกอ่านซ้ำโดยไม่ต้องทำแคมเปญแยก
สรุป
ชุดข้อมูลเปิดของศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ บันทึกคดีหมวดข่มขู่ทางโทรศัพท์แล้วหลอกให้โอนเงิน 9,126 คดีในเดือนเมษายนถึงธันวาคม 2566 และ 13,539 คดีในเดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2567 คิดเป็นราว 5% ของคดีทั้งหมดในแต่ละช่วง แต่คดีหมวดนี้ 3.8% เสียหายเกินหนึ่งล้านบาท สูงกว่าค่าเฉลี่ยของทุกหมวดที่ 1.6% หน่วยงานที่ถูกแอบอ้างให้วิธีตรวจไว้แล้ว กรมสอบสวนคดีพิเศษส่งหนังสือราชการก่อน ไม่ให้ใครทำธุรกรรมทางโทรศัพท์ และให้ตรวจกลับที่สายด่วน 1202 ส่วนสำนักงาน กสทช. ให้ผู้ให้บริการมือถือใส่เครื่องหมาย + หน้าเบอร์ที่โทรจากต่างประเทศ ธุรกิจที่ชื่อถูกนำไปอ้างใช้หลักเดียวกันได้ คือประกาศล่วงหน้าว่าพนักงานโทรจากเบอร์ไหน จะไม่ขออะไร และลูกค้าตรวจกลับได้ที่ช่องทางใด แล้ววางข้อความนั้นไว้ในจุดที่ลูกค้าเห็นเป็นประจำ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ตัวเลขทุกตัวดาวน์โหลดจากพอร์ทัล opendata.thaipoliceonline.go.th ของตำรวจ ใช้สองชุดข้อมูล คือจำนวนคดีแยกตามประเภท และช่วงมูลค่าความเสียหายแยกตามประเภท ข้อมูลปีล่าสุดที่เผยแพร่ครบรายเดือนสิ้นสุดที่เดือนสิงหาคม 2567
ไม่ใช่ทุกสาย มาตรการของสำนักงาน กสทช. ใส่เครื่องหมายนี้เพื่อบอกว่าสายมาจากต่างประเทศ ผู้ที่มีญาติหรือคู่ค้าอยู่ต่างประเทศยังได้รับสายแบบนี้ตามปกติ
ไม่ได้แปลว่าเป็นของจริง ประกาศเตือนของกรมสอบสวนคดีพิเศษเล่าว่าผู้แอบอ้างอ่านเลขบัตร ที่อยู่ และเบอร์โทรของผู้รับสายให้ฟังเพื่อสร้างความน่าเชื่อ
โทรสายด่วน 1202 ในวันและเวลาราชการ เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์จะโอนสายไปยังหน่วยงานเจ้าของหนังสือเพื่อยืนยันกับต้นเรื่องโดยตรง
ประกาศในทุกช่องทางทางการว่าพนักงานติดต่อลูกค้าด้วยเบอร์ใด และจะไม่ขออะไรทางโทรศัพท์ ใช้ข้อความชุดเดียวกันทุกช่องทาง แล้วแจ้งทีมที่รับสายลูกค้าให้ตอบคำถามเรื่องนี้ได้ตรงกัน
PHYGITAL INSIGHT
บริการที่เกี่ยวข้อง
ให้ PHYGITAL AGENCY ช่วยต่อยอดเรื่องนี้สู่ผลลัพธ์จริง
ลูกค้าของคุณตรวจสายที่อ้างชื่อบริษัทได้จากหน้าเดียวบนเว็บทางการ
ทีม PHYGITAL AGENCY รวบรวมเบอร์ที่บริษัทโทรออกจริง ช่องทางที่ยืนยันแล้ว และสิ่งที่พนักงานจะไม่ขอทางโทรศัพท์ ทำเป็นหน้าช่องทางติดต่อทางการ แล้วส่งชุดข้อความสั้นให้ทีมใส่ในใบเสร็จ อีเมล และข้อความตอบกลับอัตโนมัติ

WRITTEN BY
PARANATH PANARATANA
CHAIRMAN OF PHYGITAL AGENCY
ประธานกรรมการบริษัท ฟิจิทัล เอเจนซี จำกัด มีประสบการณ์ดูแลการตลาดที่ผสานโลกจริงและโลกออนไลน์เข้าด้วยกัน ตลอดจนเป็นที่ปรึกษาในการวินิจฉัยธุรกิจ อีกทั้งยังเคยทำงานในสายวิดีโอโปรดักชั่นและภาพยนตร์ไทยอีกด้วย


