Noam Wasserman ตีพิมพ์งานวิจัยใน Organization Science ปี 2003 เรื่องการเปลี่ยนตัวผู้ก่อตั้งที่เป็น CEO โดยเริ่มจากการเก็บข้อมูลภาคสนาม แล้วทดสอบกับประวัติการเปลี่ยนตัวผู้บริหารของบริษัทอินเทอร์เน็ต 202 แห่ง บทคัดย่อระบุเหตุการณ์สองแบบที่ทำให้โอกาสเปลี่ยนตัวผู้ก่อตั้งสูงขึ้นอย่างชัดเจน แบบแรกคือการพัฒนาสินค้าเสร็จ แบบที่สองคือการระดมทุนจากนักลงทุนภายนอกแต่ละรอบ ผู้เขียนเรียกผลนี้ว่า "ความย้อนแย้งของความสำเร็จ" เพราะผู้ก่อตั้งที่พาบริษัทผ่านหมุดหมายได้ กลับเพิ่มโอกาสที่ตัวเองจะถูกแทนที่
บทคัดย่อยังบอกลักษณะของการเปลี่ยนตัวครั้งแรกไว้สามข้อ ผู้ก่อตั้งผูกพันกับบริษัทมากและถือหุ้นมาก จึงมีอำนาจควบคุมสูงกว่าผู้บริหารที่มารับช่วงรุ่นหลัง ผู้ก่อตั้งจำนวนมากยังอยู่ในบริษัทต่อหลังมีคนอื่นมาบริหาร และผู้รับช่วงในช่วงแรกของบริษัทเกือบทั้งหมดมาจากภายนอก
ทำไมหมุดหมายที่สำเร็จจึงเร่งการเปลี่ยน
บทคัดย่อไม่ได้ให้เหตุผลรายบริษัท การอ่านต่อไปนี้เป็นการตีความของบทนี้ เมื่อสินค้าพร้อมขาย งานที่บริษัทต้องการเปลี่ยนจากการสร้างของเป็นการขาย ส่งมอบ และดูแลลูกค้าจำนวนมากขึ้น เมื่อเงินจากนักลงทุนภายนอกเข้ามา บริษัทมีผู้ถือหุ้นที่คาดหวังการเติบโตตามแผนและมีสิทธิร่วมตัดสิน ทั้งสองเหตุการณ์ทำให้งานของผู้นำเปลี่ยน คำถามที่ผู้ก่อตั้งควรถามตัวเองหลังหมุดหมายจึงไม่ใช่ "ยังเก่งพอไหม" แต่เป็น "เวลาในสัปดาห์ของฉันเปลี่ยนตามงานใหม่หรือยัง"
ผู้ก่อตั้งต้องออกจากบริษัทเมื่อมี CEO คนใหม่ไหม
ไม่จำเป็น บทคัดย่อระบุว่าผู้ก่อตั้งจำนวนมากยังอยู่ในบริษัทหลังมีผู้รับช่วงเข้ามาบริหาร บทบาทที่เหลือขึ้นกับว่าผู้ก่อตั้งถนัดงานไหนของช่วงถัดไป บางคนย้ายไปดูทิศทางสินค้า บางคนดูลูกค้ารายใหญ่ เงื่อนไขที่ต้องตกลงให้ชัดคือสิทธิ์ตัดสินใจของแต่ละคน ถ้าตำแหน่งเปลี่ยนแต่ทุกเรื่องยังเดินกลับไปหาผู้ก่อตั้ง บริษัทจะมีผู้บริหารสองคนที่ทีมต้องขออนุมัติซ้ำ