งานวิจัยบอกว่าผลของ IR มาเป็นลำดับ สิ่งที่เปลี่ยนเร็วคือปริมาณข้อมูลและความสนใจ ส่วนการที่ผู้ลงทุนรายใหญ่เข้ามาติดตามต้องใช้เวลา และผลต่างกันมากตามสถานะของบริษัท
Bushee และ Miller สัมภาษณ์ผู้ทำงานด้าน IR ก่อน แล้วพบว่าการพบผู้บริหารโดยตรงคือหัวใจของโครงการ IR ที่ได้ผล ส่วนคุณภาพของเอกสารเปิดเผยข้อมูลมักไม่ใช่จุดเน้นหลัก จากนั้นทั้งสองจึงทดสอบกับข้อมูลจริง ตามงานวิจัย "Investor Relations, Firm Visibility, and Investor Following" ฉบับร่างเดือนมกราคม 2005 บนเว็บไซต์ของ Wharton ซึ่งต่อมาตีพิมพ์ใน The Accounting Review ปี 2012
| สิ่งที่วัด |
ผลหลังจ้างที่ปรึกษาด้าน IR (184 บริษัท เทียบกลุ่มควบคุม) |
จังหวะเวลา |
| การเปิดเผยข้อมูลโดยสมัครใจ |
เพิ่มขึ้น |
ทันทีหลังเริ่ม |
| การถูกกล่าวถึงในสื่อ |
เพิ่มขึ้น |
ทันทีหลังเริ่ม |
| ปริมาณการซื้อขายหุ้น |
เพิ่มขึ้น |
ทันทีหลังเริ่ม |
| สัดส่วนการถือของนักลงทุนสถาบัน |
เพิ่มขึ้น |
เริ่มตั้งแต่ไตรมาสที่สอง |
| จำนวนนักวิเคราะห์ที่ติดตาม |
เพิ่มขึ้น |
เริ่มตั้งแต่ไตรมาสที่สอง |
| อัตราส่วนมูลค่าตามบัญชีต่อราคา |
ลดลง (ราคาสูงขึ้นเมื่อเทียบกับมูลค่าตามบัญชี) |
ชัดที่สุดในบริษัทที่ปรับปรุงสามรายการแรกได้ในปีนั้น |
กลุ่มควบคุมจับคู่ตามตลาดที่จดทะเบียน อุตสาหกรรม ระยะเวลาที่จดทะเบียน และจำนวนผู้ติดตามเดิม ผลจึงไม่ได้มาจากการเทียบกับบริษัทต่างประเภท ผลเรื่องขนาดของการเปลี่ยนแปลงยังต่างกันตามตลาด บริษัทใน NASDAQ ได้ผู้ลงทุนสถาบันและนักวิเคราะห์เพิ่มมากกว่า ส่วนบริษัทในตลาดนอกระบบ OTC ได้การซื้อขายและการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มมากกว่า
ทำไมนักลงทุนสถาบันมาช้ากว่าข่าวสองไตรมาส
ผู้ทำงาน IR ที่ให้สัมภาษณ์อธิบายว่าบริษัทขนาดกลางและเล็กต้องสร้าง "คุณสมบัติที่ลงทุนได้" ก่อน ได้แก่ สภาพคล่องของหุ้นที่พอซื้อขาย การเปิดเผยข้อมูลที่ดีขึ้น และการถูกกล่าวถึงในสื่อ นักลงทุนรายใหญ่จึงจะเริ่มสนใจจริง การทดสอบในงานเดียวกันพบว่าบริษัทที่ปรับปรุงคุณสมบัติเหล่านี้ได้เร็วหลังเริ่มทำ IR มีนักลงทุนสถาบันและนักวิเคราะห์ตามมามากกว่าในรอบถัดไป ลำดับนี้บอกว่าการเปิดเผยข้อมูลเป็นเงื่อนไขตั้งต้น ไม่ใช่ผลลัพธ์สุดท้าย
ผู้ทำงาน IR มองการติดตามของนักวิเคราะห์และสื่ออย่างไร
ผลสัมภาษณ์ในงานเดียวกันระบุว่า การมีนักวิเคราะห์ติดตามเป็นเรื่องดี แต่สำหรับบริษัทขนาดเล็กและกลางมักเป็นเป้าที่ไปไม่ถึง เพราะต้นทุนการทำบทวิเคราะห์ไม่คุ้มกับบริษัทขนาดนั้น การถูกกล่าวถึงในสื่อจึงเป็นเป้าที่ทำได้จริงกว่าและช่วยสร้างการมองเห็น บริษัทจำนวนมากจึงเริ่มงาน IR ด้วยการออกข่าว เพื่อปลุกผู้ถือหุ้นเดิมที่เงียบอยู่ แล้วค่อยมุ่งไปที่ผู้ลงทุนกลุ่มเล็กหรือกลุ่มเฉพาะทางที่ทำให้เกิดการซื้อขาย ก่อนจะไปถึงผู้ลงทุนรายใหญ่
ผลนี้ใช้กับกิจการไทยที่ยังไม่เข้าตลาดได้แค่ไหน
ใช้ได้ในระดับหลักการ ไม่ใช่ในระดับตัวเลข กลุ่มตัวอย่างเป็นบริษัทที่มีหุ้นซื้อขายในตลาดของสหรัฐฯ และเอกสารระบุว่าบริษัทในตลาด NYSE และ AMEX แทบไม่ได้รับผลจากการจ้างที่ปรึกษาด้าน IR ผลชัดเจนในบริษัทที่ยังไม่มีคนรู้จัก หลักที่นำมาใช้ได้คือลำดับของผล ข้อมูลที่สม่ำเสมอและการเข้าถึงผู้บริหารมาก่อน ความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนรายใหญ่ตามมาทีหลัง สิ่งที่ไม่ควรนำมาใช้คือการคาดว่ามูลค่ากิจการจะสูงขึ้นในสัดส่วนใดสัดส่วนหนึ่ง