งานสองชิ้นนี้ให้ผลที่ดูขัดกัน แต่วัดคนละอย่าง ชิ้นแรกวัดระดับความพร้อมของ ERM ที่ใช้งานจริง ชิ้นที่สองวัดการประกาศว่าได้นำ ERM มาใช้ ผลที่ได้จึงบอกผู้บริหารว่าส่วนไหนของ ERM สัมพันธ์กับมูลค่า
Mark Farrell และ Ronan Gallagher ตีพิมพ์ "The Valuation Implications of Enterprise Risk Management Maturity" ใน Journal of Risk and Insurance ฉบับปีที่ 82 (เผยแพร่ออนไลน์ปี 2014 ฉบับพิมพ์ปี 2015) โดยใช้คะแนนจาก RIMS Risk Maturity Model ช่วงปี 2006-2011 ซึ่งให้คะแนนบริษัทห้าระดับ ส่วน Luis Otero González, Pablo Durán Santomil และ Aracely Tamayo Herrera ตีพิมพ์ใน European Research on Management and Business Economics ปี 2020 (พ.ศ. 2563) จากรายงานประจำปีของบริษัทจดทะเบียนสเปนนอกภาคการเงินช่วงปี 2012-2015
| ประเด็น |
Farrell และ Gallagher |
Otero González และคณะ |
| สิ่งที่วัด |
ระดับความพร้อมของ ERM ห้าระดับ |
การนำ ERM มาใช้ตามที่บริษัทเปิดเผย |
| ตัวชี้วัดผล |
Tobin's Q |
ROE ROA Tobin's Q และโอกาสล้มละลาย |
| ผลหลัก |
ERM ระดับ mature สัมพันธ์กับ Tobin's Q สูงขึ้นราว 25% |
ไม่พบว่าการนำ ERM มาใช้เปลี่ยนผลประกอบการหรือลดโอกาสล้มละลาย |
| ประเด็นเสริม |
ปัจจัยสำคัญที่สุดคือผู้บริหารนำจากบนลงล่าง |
มี CRO อาจลดผลประกอบการ แต่เพิ่มระยะห่างจากการผิดนัดชำระ |
ทำไมสองงานจึงให้ผลต่างกัน
คำอธิบายที่ตรงกับข้อมูลของทั้งสองงานคือสิ่งที่ถูกวัด Farrell และ Gallagher วัดระดับที่ ERM ฝังอยู่ในกลยุทธ์และงานประจำ แล้วพบว่าส่วนที่สัมพันธ์กับมูลค่ามากที่สุดคือการที่ผู้บริหารระดับสูงลงมือนำ ส่วนงานของ Otero González และคณะวัดจากการที่บริษัทเปิดเผยว่ามี ERM สองผลนี้จึงบอกร่วมกันว่า การมีระบบบนกระดาษยังไม่พอ ส่วนที่ผู้บริหารต้องดูคือระบบถูกใช้ตัดสินเรื่องจริงแค่ไหน
ตั้งผู้บริหารความเสี่ยง (CRO) แล้วผลประกอบการดีขึ้นไหม
งานของ Otero González และคณะไม่พบเช่นนั้นในกลุ่มตัวอย่างสเปน การมี CRO อาจลดผลประกอบการ แต่ช่วยเรื่องสุขภาพการเงินเมื่อวัดจากระยะห่างจากการผิดนัดชำระ ผลนี้บอกกิจการขนาดกลางว่าการตั้งตำแหน่งเพิ่มหนึ่งตำแหน่งไม่ได้แทนการที่ผู้บริหารสูงสุดถือทะเบียนเอง ถ้ายังไม่มีเหตุผลเรื่องหนี้สินหรือข้อกำหนดของผู้ให้กู้ การมอบหน้าที่รวบรวมให้คนที่ทำงานเอกสารอยู่แล้วคุ้มกว่า