รายงาน Cash is King: Flows, Balances, and Buffer Days ของ JPMorgan Chase Institute ออกเมื่อเดือนกันยายน 2559 ใช้ข้อมูลเงินเข้าและเงินออกรายวันของธุรกิจขนาดเล็กที่มีบัญชีเงินฝากธุรกิจกับ Chase ช่วงกุมภาพันธ์ถึงตุลาคม 2558 ข้อค้นพบหลักมีห้าข้อ ข้อที่ผู้บริหารใช้ได้ทันทีคือค่ากลางของวันเงินสำรองอยู่ที่ 27 วัน
| ตัวชี้วัด (ค่ากลางของธุรกิจในกลุ่มตัวอย่าง ปี 2558) |
ค่าที่รายงาน |
| เงินจ่ายออกเฉลี่ยต่อวัน |
374 ดอลลาร์สหรัฐ |
| เงินรับเข้าเฉลี่ยต่อวัน |
381 ดอลลาร์สหรัฐ |
| ยอดเงินคงเหลือเฉลี่ยต่อวัน |
12,100 ดอลลาร์สหรัฐ |
| วันเงินสำรอง |
27 วัน |
| กลุ่มหนึ่งในสี่ที่ต่ำที่สุด |
ไม่ถึง 13 วัน |
| กลุ่มหนึ่งในสี่ที่สูงที่สุด |
เกิน 62 วัน |
เงินรับกับเงินจ่ายต่อวันห่างกันเพียง 7 ดอลลาร์ ภาพนี้อธิบายได้ว่าทำไมเงินสำรองของธุรกิจเล็กจึงบาง รายรับแต่ละวันแทบถูกใช้หมดในวันเดียวกัน ส่วนที่เหลือสะสมเป็นกันชนได้ช้า
วันเงินสำรองคำนวณอย่างไร
รายงานนิยามวันเงินสำรอง (cash buffer days) ว่าเป็นจำนวนวันที่กิจการจ่ายเงินออกได้จากยอดเงินคงเหลือ ถ้าเงินรับหยุดลงทั้งหมด วิธีคำนวณคือเอายอดเงินคงเหลือเฉลี่ยต่อวันหารด้วยเงินจ่ายออกเฉลี่ยต่อวัน ตัวอย่างจากค่ากลางในตารางคือ 12,100 หาร 374 ได้ราว 32 ซึ่งไม่เท่ากับ 27 เพราะค่ากลางของแต่ละคอลัมน์มาจากคนละกิจการ ค่ากลาง 27 วันคำนวณจากอัตราส่วนของแต่ละกิจการก่อนแล้วจึงหาค่ากลาง ผู้บริหารที่คำนวณของตัวเองจึงควรใช้ตัวเลขของกิจการตัวเองทั้งสองตัว ไม่ใช้ค่ากลางของใคร
ร้านอาหาร 16 วัน อสังหาริมทรัพย์ 47 วัน
ค่ากลางต่างกันมากตามอุตสาหกรรม ร้านอาหารขนาดเล็กมีเงินสำรอง 16 วัน ขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มี 47 วัน ร้านอาหารยังเป็นกลุ่มที่เงินเข้าออกต่อวันสูงที่สุด คือจ่ายออก 957 ดอลลาร์และรับเข้า 968 ดอลลาร์ต่อวัน รายงานสรุปว่าธุรกิจในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นหรือค่าจ้างต่ำมีวันเงินสำรองน้อยกว่าอุตสาหกรรมที่ใช้ทุนเข้มข้นหรือค่าจ้างสูง ส่วนธุรกิจที่ขายให้ธุรกิจด้วยกันกับธุรกิจที่ขายให้ผู้บริโภคโดยตรงมีวันเงินสำรองไม่ต่างกันมาก