หน้าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ MBTI ของ The Myers-Briggs Company เขียนไว้ในข้อ 12 ว่า ผู้ทำแบบประเมินไม่ควรได้รับแค่ตัวอักษรสี่ตัว หลักจรรยาบรรณกำหนดให้มีการแปลผลจากผู้ที่ได้รับการรับรองด้าน MBTI หรือผ่านระบบ MBTIonline ผู้ทำจะได้ทบทวนว่าตัวเองคิดว่าเป็นประเภทใด อ่านคำอธิบายของประเภทที่คะแนนชี้ แล้วตัดสินใจเองว่าประเภทใดตรงกับตัวเองที่สุด ขั้นนี้เรียกว่า best-fit type
ลำดับนี้มีผลในทางปฏิบัติ ผลที่ออกจากคะแนนยังเป็นสมมติฐาน ผู้ที่ปิดรายงานทันทีหลังเห็นตัวอักษรข้ามขั้นที่ผู้จัดทำวางไว้ ผู้ที่อ่านแล้วรู้สึกไม่ใช่ตัวเองกำลังทำขั้นนั้นอยู่ และควรทำต่อให้จบ
ทำไมการอ่านคำอธิบายช่วยตัดสินได้
ข้อ 17 ของหน้าเดียวกันสรุปงานสองชิ้น งานของ McPeek และคณะปี 2013 ให้วัยรุ่น 123 คนอ่านคำอธิบายสองแบบ แบบที่ตรงประเภทของตัวเองได้คะแนนว่าบรรยายตัวเองได้มากกว่า แม้แบบที่ไม่ตรงจะต่างเพียงตัวอักษรเดียว งานของ Schaubhut ปี 2013 ใช้ผู้ร่วมวิจัย 1,886 คน ให้อ่านคำอธิบายที่ต่างจากประเภทตัวเองศูนย์ถึงสี่ตัวอักษร ทั้ง 16 ประเภทให้คะแนนคำอธิบายของตัวเองสูงสุด 13 ประเภทให้คะแนนลดลงเป็นขั้นตามจำนวนตัวอักษรที่ต่าง ขนาดผลเล็กใน INTJ และ INFJ ระดับกลางในเก้าประเภท และใหญ่ในห้าประเภท ได้แก่ ISTJ ESFP ENFP ENTP และ ESTJ
ข้อมูลทั้งสองชิ้นมาจากผู้จัดทำแบบประเมิน และนำเสนอในการประชุมหรือวารสารของวงการผู้ใช้ MBTI ผู้อ่านจึงควรถือเป็นหลักฐานของผู้จัดทำ ข้อสรุปที่ใช้ได้คือ การอ่านคำอธิบายช่วยแยกประเภทที่ใกล้กันได้ในกลุ่มตัวอย่างเหล่านี้ และผล ENTP แยกได้ชัดกว่าหลายประเภท
ผู้บริหารเตรียมอะไรก่อนนัดแปลผล
การแปลผลกับผู้ที่ได้รับการรับรองใช้เวลาจำกัด การเตรียมตัวช่วยให้เวลานั้นใช้กับเรื่องที่ยังไม่แน่ใจจริง สิ่งที่เตรียมได้เองมีสามอย่าง อย่างแรก จดว่าคิดว่าตัวเองเป็นประเภทใดก่อนเปิดรายงาน เพราะขั้น best-fit เริ่มจากการเทียบความเห็นของตัวเองกับผลคะแนน อย่างที่สอง เลือกประโยคในคำอธิบายของ ENTP ที่ตรงและไม่ตรงอย่างละสองสามประโยค พร้อมตัวอย่างจากงานจริงในเดือนที่ผ่านมา อย่างที่สาม จดคู่ตัวอักษรที่ลังเลที่สุด เช่น T กับ F หรือ P กับ J แล้วขอให้ผู้แปลผลอธิบายเฉพาะคู่นั้น
การเตรียมแบบนี้เปลี่ยนการแปลผลจากการฟังคำบรรยายเป็นการตรวจหลักฐาน ผู้บริหารได้ข้อสรุปที่อธิบายได้ว่าทำไมเลือกประเภทนั้น และนำเหตุผลเดียวกันไปคุยกับทีมได้
ใครเป็นคนตัดสินประเภทสุดท้าย
ผู้จัดทำให้ผู้ทำแบบประเมินเป็นคนตัดสิน ข้อ 11 ระบุว่าผู้แปลผลต้องได้รับการรับรอง หน้าที่ของผู้แปลผลคืออธิบายและถาม ไม่ใช่ตัดสินแทน ผู้บริหารที่ให้ฝ่ายบุคคลหรือที่ปรึกษาบอกว่าตัวเองเป็นประเภทใดจึงข้ามหัวใจของขั้นนี้ไป