การตัดสินใจเรื่องภาษาและตำแหน่งตัวอักษรบนป้าย ไม่ได้มีผลแค่เรื่องความสวยงาม แต่เปลี่ยนอัตราภาษีที่เจ้าของกิจการต้องจ่ายทุกปีด้วย เพราะบัญชีอัตราภาษีป้ายท้ายพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 แยกประเภทป้ายตามลักษณะของตัวอักษรที่ปรากฏ
- ป้ายที่มีอักษรไทยล้วน อยู่ในประเภทที่อัตราต่ำที่สุดตามบัญชีแนบท้าย
- ป้ายที่มีอักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศ หรือปนกับภาพหรือเครื่องหมายอื่น อยู่ในประเภทกลาง
- ป้ายที่ไม่มีอักษรไทยเลย และป้ายที่มีอักษรไทยบางส่วนหรือทั้งหมดอยู่ใต้หรือต่ำกว่าอักษรต่างประเทศ อยู่ในประเภทที่อัตราสูงที่สุด
ข้อที่สามคือข้อที่กระทบงานออกแบบโดยตรง เพราะการวางชื่อร้านภาษาอังกฤษไว้บรรทัดบนแล้ววางชื่อภาษาไทยไว้บรรทัดล่าง ซึ่งเป็นการจัดวางที่พบได้ทั่วไป ทำให้ป้ายนั้นเข้าประเภทเดียวกับป้ายที่ไม่มีอักษรไทยเลย
วิธีคิดพื้นที่ก็ระบุไว้ในบัญชีเดียวกัน คือเอาส่วนกว้างที่สุดคูณด้วยส่วนยาวที่สุดของขอบเขตป้าย ถ้าเป็นป้ายที่ไม่มีขอบเขตชัดเจน เช่น ตัวอักษรที่ติดเรียงบนผนัง ให้ถือว่าตัวอักษรหรือภาพที่อยู่ริมสุดเป็นขอบเขต นอกจากนี้ยังกำหนดว่าเศษที่เกินกึ่งหนึ่งของห้าร้อยตารางเซนติเมตรให้นับเต็ม และถ้าคำนวณแล้วต่ำกว่าป้ายละสองร้อยบาท ให้เสียป้ายละสองร้อยบาท
ตัวเลขอัตราที่เรียกเก็บจริงในแต่ละช่วงกำหนดด้วยกฎกระทรวงซึ่งทบทวนเป็นรอบ ผู้ที่กำลังจะทำป้ายจึงควรสอบถามอัตราที่ใช้อยู่กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ก่อนสรุปแบบ ส่วนธุรกิจที่ต้องใช้ทั้งภาษาไทยและภาษาอื่นในสื่อชุดเดียวกัน มีข้อควรระวังเรื่องความถูกต้องของเนื้อหาเพิ่มอีกชั้น อ่านได้ในแปลเว็บส่งออกหลายภาษา หนึ่งภาษาหนึ่ง URL ตามคู่มือ Google
ป้ายแบบไหนเสียภาษีในอัตราสูงที่สุด
ตามบัญชีอัตราภาษีป้ายท้ายพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ประเภทที่อัตราสูงที่สุดมีสองกรณี คือป้ายที่ไม่มีอักษรไทยเลยไม่ว่าจะมีภาพหรือเครื่องหมายใด และป้ายที่มีอักษรไทยบางส่วนหรือทั้งหมดอยู่ใต้หรือต่ำกว่าอักษรต่างประเทศ ทั้งสองกรณีตัดสินจากการจัดวางบนแบบ จึงเปลี่ยนได้ตั้งแต่ก่อนสั่งผลิต