ความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ยังมีค่า แต่ต้องเปลี่ยนรูปแบบ แทนการส่งไฟล์รายชื่อให้กัน สองธุรกิจจัดกิจกรรมที่ลูกค้าพบทั้งสองฝ่าย แล้วให้ลูกค้าเลือกเองว่าจะให้ข้อมูลกับใคร ข้อมูลที่ได้จากการลงทะเบียนแบบนี้เป็นสถานการณ์ที่ลูกค้าให้ข้อมูลกับธุรกิจโดยตรง ซึ่งตรงกับตัวอย่างการสมัครสมาชิกที่หน้าร้านในนโยบาย
รูปแบบที่ทำได้ เช่น บูธร่วมในงานแสดงสินค้า เวิร์กช็อปที่สองร้านจัดด้วยกัน หรือโปรแกรมสะสมแต้มที่ใช้ได้ทั้งสองร้าน ความต่างจากการแลกไฟล์อยู่ที่ลูกค้ารู้ตั้งแต่ตอนกรอกว่าข้อมูลของตัวเองจะไปถึงใครบ้าง
แบบฟอร์มลงทะเบียนร่วมต้องบอกลูกค้าอะไร
แบบฟอร์มที่ใช้ร่วมกันต้องแยกให้ลูกค้าเห็นว่ามีสองธุรกิจ และแต่ละธุรกิจจะใช้ข้อมูลทำอะไร ช่องยินยอมควรแยกเป็นรายธุรกิจ ไม่รวมเป็นช่องเดียว ลูกค้าที่ติ๊กให้ร้านอาหารส่งข่าวสาร ไม่ได้แปลว่ายินยอมให้ร้านอุปกรณ์กีฬาติดต่อด้วย ข้อความแจ้งควรบอกด้วยว่าข้อมูลอาจถูกส่งให้แพลตฟอร์มโฆษณาเพื่อแสดงโฆษณาที่เกี่ยวข้อง ตามที่นโยบาย Customer Match ให้เปิดเผยการแบ่งข้อมูลกับบุคคลที่สาม
พาร์ตเนอร์แบบไหนเหมาะกับการทำงานร่วม
พาร์ตเนอร์ที่เหมาะมีลูกค้ากลุ่มใกล้กันแต่ไม่ได้ขายของชิ้นเดียวกัน เช่น ร้านกาแฟกับร้านขนมปัง หรือคลินิกกายภาพกับร้านรองเท้าวิ่ง สองธุรกิจที่ขายสินค้าทดแทนกันได้มักตกลงเรื่องการใช้ข้อมูลยาก เพราะต่างฝ่ายต่างกลัวเสียลูกค้า อีกเรื่องที่ต้องคุยตั้งแต่ต้นคือความรับผิดชอบเมื่อข้อมูลรั่วไหล และขั้นตอนเมื่อลูกค้าขอลบข้อมูลจากฝ่ายหนึ่ง ข้อตกลงที่เขียนเรื่องนี้ไว้ช่วยให้ความร่วมมือยืดได้หลายรอบ
ธุรกิจที่เก็บรายชื่อจากเว็บของตัวเองเจอข้อจำกัดอีกแบบ คือคุกกี้ของเว็บเองก็หมดอายุได้ รายละเอียดอยู่ในFirst-Party Data คุกกี้ของเว็บเองก็หมดอายุใน 7 วันได้ ส่วนการอ่านว่าลูกค้าที่ได้มาจากกิจกรรมร่วมกลับมาซื้อซ้ำหรือไม่ อ่านต่อได้ที่Cohort Analysis ใน GA4 ลูกค้าที่ได้มาสัปดาห์นี้กลับมากี่คน ซึ่งแยกลูกค้าตามช่วงที่ได้มา