ข้อ 18 ในหน้าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ MBTI ของ The Myers-Briggs Company ชี้ไปที่หน้าการใช้ MBTI อย่างมีจริยธรรมของมูลนิธิ Myers & Briggs หน้านั้นเขียนสิ่งที่ผู้ทำแบบประเมินควรรู้ไว้เป็นรายการ เช่น การทำแบบประเมินเป็นความสมัครใจ ผลเป็นความลับ ทุกประเภทมีคุณค่า และผลต้องไม่ถูกใช้จำกัดโอกาสของใคร
รายการเดียวกันมีสามข้อที่ตรงกับคำถามของบทนี้ ข้อแรก ความชอบเป็นแนวโน้มและวิธีทำที่ถนัด ไม่ใช่สิ่งตายตัว ทุกคนใช้ทุกความชอบ เพียงแต่ชอบบางด้านมากกว่า ข้อสอง คนเลือกใช้ความชอบตามธรรมชาติ หรือยืดไปใช้ฝั่งตรงข้ามก็ได้ ถ้าสถานการณ์ต้องการ ข้อสาม คนทำตรงข้ามความชอบได้และทำจริงเพราะประวัติชีวิต การศึกษา การฝึก ประสบการณ์ หรือแรงกดดันจากครอบครัว งาน และวัฒนธรรม และการทำอย่างนั้นเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดความเครียดและความเหนื่อยล้า
ผู้บริหาร ISTP พูดต่อหน้าคนได้ดีหรือไม่
ได้ หลักจริยธรรมของมูลนิธิเขียนชัดว่า MBTI ไม่ได้วัดความถนัด ความสามารถ หรือทักษะ แต่เน้นความเข้าใจตัวเองและการพัฒนา การมีความชอบฝั่งเก็บตัวจึงไม่ได้หมายความว่าพูดในที่ประชุมได้แย่ คำอธิบายทางการที่บอกว่า ISTP จัดข้อเท็จจริงด้วยหลักตรรกะยังเป็นพื้นฐานของการนำเสนอที่เรียงเหตุผลชัด สิ่งที่ต่างคือพลังที่ใช้ไป งานเดียวกันอาจทำให้คนหนึ่งสดชื่นขึ้น และทำให้อีกคนหมดแรงหลังจบวัน
ฝืนนานเท่าไรจึงเริ่มมีผล
หน้าจริยธรรมไม่ได้ให้ตัวเลขชั่วโมงหรือจำนวนวัน ข้อความระบุเพียงว่าการทำตรงข้ามความชอบเป็นระยะเวลานานอาจทำให้เครียดและเหนื่อยล้า ผู้บริหารจึงต้องสังเกตสัญญาณของตัวเองแทนการใช้ตัวเลขกลาง เช่น หงุดหงิดง่ายขึ้นในวันที่มีนัดติดกัน ต้องใช้เวลานานขึ้นกว่าจะกลับมาคิดงานลึกได้ หรือเริ่มเลื่อนนัดที่ไม่จำเป็น สัญญาณเหล่านี้บอกว่าตารางงานต้องปรับ ไม่ได้บอกว่าผู้บริหารไม่เหมาะกับตำแหน่ง
ผลเป็นความลับเกี่ยวกับผู้บริหารอย่างไร
ผู้บริหารที่อยากให้ทีมเข้าใจว่าทำไมตัวเองต้องมีช่วงเงียบ ไม่จำเป็นต้องประกาศตัวอักษรของตัวเอง เพราะหลักจริยธรรมถือว่าผลเป็นความลับของผู้ทำ การบอกทีมตรง ๆ ว่าหลังประชุมยาวต้องใช้เวลาสักชั่วโมงก่อนตัดสินใจเรื่องใหญ่ สื่อความได้ชัดกว่าการให้ทีมเดาจากตัวอักษร ผู้บริหารที่คิดจะชวนทีมเปิดผลกันควรอ่านข้อควรระวังใน ENFJ ผู้บริหารชวนทีมเปิดผล MBTI ต้องระวังการตีตรากันเอง ก่อน