ฝั่ง Google ใช้ชื่อ Lookalike segments และใช้ได้ในแคมเปญ Demand Gen หน้า Targeting Constraint ของ Google อธิบายว่าร้านให้รายชื่อต้นทาง (seed list) จากข้อมูลของตัวเองได้สามแบบ คือรายชื่อลูกค้าสำหรับ Customer Match คนที่เคยใช้เว็บไซต์หรือแอป และคนที่เคยดูช่อง YouTube ของร้าน ใส่ต้นทางได้สูงสุด 10 รายการ แล้วเลือกระดับการเข้าถึงสามระดับ
- Narrow Google ตั้งเป้าให้กลุ่มมีประมาณ 2.5% ของผู้ใช้ในทำเลเป้าหมาย คล้ายต้นทางมากที่สุด
- Balanced ประมาณ 5% ของผู้ใช้ในทำเลเป้าหมาย
- Broad ประมาณ 10% ของผู้ใช้ในทำเลเป้าหมาย กว้างที่สุด แต่อาจมีคนที่คล้ายต้นทางน้อยกว่า
กลุ่มรีเฟรชทุก 1-2 วันตามข้อมูลของร้าน เงื่อนไขในหน้านี้คือต้นทางทุกรายการรวมกันต้องมีคนที่ใช้งานและจับคู่ได้มากกว่า 100 คน ถ้าไม่ถึง ระบบอาจใช้เวลาถึง 3 วันจึงหยุดแสดงผลกับกลุ่มนั้น
โหมดคำแนะนำที่เริ่มในปี 2569
หน้า Use Lookalike segments to grow your audience ของ Google แจ้งว่า Lookalike segments ในแคมเปญ Demand Gen จะเปลี่ยนเป็นโหมดคำแนะนำแบบทยอยตลอดปี 2569 เริ่มให้ผู้ลงโฆษณาใช้ตั้งแต่มีนาคม 2569 ต้นทางกลายเป็นสัญญาณให้โมเดลของ Google และระบบอาจไปถึงคนนอกเกณฑ์ความคล้ายเพื่อทำตามเป้าของแคมเปญ
ผลที่ร้านต้องรู้มีสี่ข้อ ข้อแรก แถบ narrow balanced broad ไม่ได้จำกัดกลุ่มที่ 2.5% 5% หรือ 10% อีกต่อไป ระบบใช้ระดับที่เลือกเป็นสัญญาณ ข้อสอง ในรายงานจะมีป้าย "signal" ข้างแถว Lookalike segment ข้อสาม Google เขียนว่าเงื่อนไขต้นทางขั้นต่ำ 100 คนสำหรับการสร้างกลุ่ม ไม่เป็นจริงแล้วในโหมดนี้ ข้อสี่ การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลเฉพาะ Lookalike segments ที่ใช้ในแคมเปญ Demand Gen ของ Google Ads
ร้านที่อยากคงแบบเดิมขอยกเว้นได้ผ่านแบบฟอร์มที่ลิงก์ไว้ในหน้านั้น Google ระบุว่าจะถอดกลุ่มโฆษณาออกจากโหมดใหม่ภายใน 3 วัน และปุ่มยกเว้นในหน้าจอจะตามมาภายหลังในปีนี้
เปิด optimized targeting คู่กับ Lookalike แบบใหม่ได้ไหม
เปิดได้ หน้าเดียวกันตอบว่าถ้าเปิดทั้งสองอย่าง ผลส่วนใหญ่จะย้ายไปอยู่ในแถว Lookalike segment ในรายงาน แต่ optimized targeting ยังอาจเก็บผลจากคนที่อยู่นอกขอบเขตของ Lookalike แบบใหม่ได้อีก ร้านที่อ่านรายงานจึงควรดูทั้งสองแถวคู่กัน วิธีปิด optimized targeting และผลของมันต่อการเลือกหน้าตามเนื้อหา อยู่ในContextual Targeting ใน Google Ads หัวข้อ คีย์เวิร์ด ตำแหน่ง