LEGO ประกาศ Action Plan ตั้งแต่ต้นปีวิกฤต โดยมีสามแกน ได้แก่ ตั้งทิศทางให้ชัดและเปลี่ยนวิธีทำธุรกิจอย่างพื้นฐาน ฟื้นความสามารถในการแข่งขันด้วยการใส่ใจลูกค้า โดยเฉพาะความสามารถทำกำไรของร้านค้าปลีก และลดความเสี่ยงด้วยการปรับขนาดกิจกรรม ต้นทุน และสินทรัพย์ให้เข้ากับฐานรายได้ที่ต่ำลง
ในทางปฏิบัติ รายงานเขียนว่าบริษัทจะกลับไปเน้นสินค้าคลาสสิกคือตัวต่อ LEGO และคุณค่าที่สร้างรอบแบรนด์มาหลายปี สายสินค้าที่ถูกยกเป็นแกนคือ LEGO DUPLO, LEGO Make & Create, ธีมการเล่นคลาสสิกอย่าง LEGO City และ LEGO Technic ส่วนโครงการที่ไม่ได้ผูกกับธุรกิจหลักโดยตรง เช่น เกมอิเล็กทรอนิกส์ ถูกโอนให้พันธมิตรที่ได้รับสิทธิ์ใช้ชื่อไปดำเนินการ บริษัทปรับสินค้า ราคา และกระบวนการพัฒนาสินค้าตามความเห็นของร้านค้าปลีกและผู้บริโภค จนเวลาพัฒนาสินค้าลดลงราวครึ่งหนึ่ง
| มาตรการ |
ตัวเลขหรือรายละเอียดในรายงานปีวิกฤต |
| ลดต้นทุน |
ลดลง 1,523 ล้านโครน หรือ 20% จากระดับปีก่อน |
| ลดพนักงาน |
ราว 1,000 คน |
| ด้อยค่าสินทรัพย์ถาวร |
รวม 1,251 ล้านโครน ในจำนวนนี้ 528 ล้านโครนเป็นของกิจการที่จะขายออก |
| ปิดโรงงาน |
ปิดโรงงาน Lättich ในสวิตเซอร์แลนด์เมื่อปลายเดือนมีนาคม หลังเดินเครื่องมา 30 ปี |
| เครื่องบินของบริษัท |
เลิกใช้ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม และจะขายออกในปีถัดไป |
| ร้านค้าของแบรนด์ |
เปิดเพิ่ม 9 ร้าน รวมเป็น 33 ร้านทั่วโลก ส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐฯ |
รายงานอธิบายว่ากำลังผลิตเกินความต้องการ เพราะช่วงก่อนหน้าบริษัทคาดว่าธุรกิจจะโตปีละ 8-10% แต่รายได้จากของเล่นกลับลดลงกว่า 25% ในช่วงไม่กี่ปีนั้น ขณะที่ประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้น เป้าลดต้นทุนรวม 700 ล้านโครนที่ตั้งให้มีผลเต็มปีถัดไป บรรลุได้ภายในปีเดียวกับที่ประกาศแผน
ทำไม LEGO ตัดสินใจขาย LEGOLAND Parks
รายงานปีวิกฤตให้เหตุผลว่าการขายสวนสนุก LEGOLAND ช่วยเพิ่มสภาพคล่องและสร้างฐานการเงินที่มั่นคงขึ้นให้บริษัท รายงานยังเขียนว่าเจ้าของใหม่สามารถใส่เงินลงทุนที่จำเป็นต่อการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โรงแรม และสร้างประโยชน์ร่วมด้านอื่นได้ ในงบการเงินปีนั้น LEGOLAND Parks จึงถูกแยกเป็นกิจการที่จะขายออก และไม่นับเป็นกิจการต่อเนื่องของกลุ่มบริษัทอีก