การไฟฟ้านครหลวงเล่าว่าเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสง-ชูโต) ครั้งยังเป็นหมื่นไวยวรนาถ ได้เห็นกรุงปารีสสว่างด้วยไฟฟ้า จึงให้ซื้อเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสองเครื่องจากอังกฤษ ฝังสายเคเบิลจากโรงทหารหน้าไปถึงพระบรมมหาราชวัง และเดินเครื่องจ่ายไฟครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2427 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของรัชกาลที่ 5
เมื่อไฟฟ้าขยายออกไปตามถนน ปัญหาแรกที่การไฟฟ้านครหลวงบันทึกไว้อยู่ที่คนใช้ คือคนในสมัยนั้นยังเปิดปิดสวิตช์ไม่เป็น บางแห่งเปิดไฟทิ้งไว้ตลอดคืน และการติดไฟตามถนนต้องดูว่าถนนสายใดมีคนเดินมากหรือน้อย บางสายติดห่าง ๆ หรือรอให้มีคนสัญจรก่อน
หน้าเดียวกันยกพระราชหัตถเลขาของรัชกาลที่ 5 ที่ทรงวิจารณ์ว่าการจัดคนไว้คอยเปิดคอยปิดไม่ได้ผล สั่งแล้วก็รับคำแต่ไม่ได้ทำ ไฟถนนจึงติดอยู่ทั้งวัน พระราชดำริในพระราชหัตถเลขาคือให้คิดค่าไฟฟ้าเป็นยูนิต ให้เจ้าของเรือนจ่ายเองตามที่ใช้ ติดที่ดับไว้ให้เจ้าของผ่อนใช้ได้ และกำหนดไฟถนนกับพลับพลาให้จุด 12 ชั่วโมง ส่วนที่เกินให้ผู้รับผิดชอบจ่าย
ไฟฟ้าครั้งแรกในสยามเปิดใช้เมื่อไร
การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยระบุตรงกันว่าไฟฟ้าดวงแรกสว่างในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2427 โดยเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีเป็นผู้ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ต่อมาในปี 2441 จึงมีบริษัทไฟฟ้าสยามซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าเอกชนแห่งแรก
จากคนคอยปิดไฟเป็นการคิดเงินตามยูนิต
งานคอยเปิดปิดไฟถนนของสยามไม่ได้หายเพราะมีเครื่องจักรมาทำแทน แต่หายเพราะคนที่จ่ายค่าไฟเปลี่ยนไป เมื่อเจ้าของเรือนต้องจ่ายตามยูนิตที่ใช้ คนที่อยากประหยัดคือคนที่อยู่ใกล้สวิตช์ที่สุด การปิดไฟจึงย้ายจากหน้าที่ของคนรับจ้างมาเป็นความสนใจของเจ้าของเอง สำหรับไฟถนนที่ไม่มีเจ้าของบ้านคอยดู การกำหนดชั่วโมงและเก็บเงินส่วนเกินทำหน้าที่เดียวกัน
ร้านที่คิดค่าบริการแบบเหมาจ่ายเจอปัญหาคล้ายกัน ถ้าลูกค้าไม่เห็นว่าตัวเองใช้ไปเท่าไร ร้านต้องจ้างคนคอยคุมการใช้แทน การแสดงยอดใช้ให้ลูกค้าเห็นเอง เช่นจำนวนครั้งที่เหลือในแพ็กเกจ ทำให้ลูกค้าคุมการใช้ของตัวเองได้โดยร้านไม่ต้องเพิ่มคน