ในปี 1920 พนักงานต่อสายโทรศัพท์คิดเป็นราว 2% ของแรงงานหญิงทั้งหมดในสหรัฐ และราว 4% ของหญิงสาวผิวขาวที่เกิดในสหรัฐซึ่งทำงานอยู่ราวสามล้านคน สำหรับหญิงอายุ 16 ถึง 20 ปี พนักงานต่อสายเป็นอาชีพใหญ่อันดับห้า และถ้านับเฉพาะในอุตสาหกรรมโทรศัพท์ นี่คือคู่อาชีพกับอุตสาหกรรมที่มีคนทำมากที่สุด
เอกสารบันทึกว่างานนี้เคยถูกมองว่าเป็นงานที่ดี ค่าจ้างสูงกว่า ท้าทายกว่า และได้พูดคุยกับคนมากกว่างานโรงงาน แต่ก็หนักทั้งกายและใจ บันทึกภายในของ AT&T พูดถึงอัตราการลาออกสูงถึง 40% ต่อปี เมื่อคิดรวมการหมุนเวียนแล้ว ผู้วิจัยประเมินว่าหญิงที่เกิดช่วงต้นศตวรรษมากถึงราว 15% อาจเคยเป็นพนักงานต่อสายสักช่วงหนึ่ง
AT&T เริ่มเปลี่ยนเป็นชุมสายแบบกดหมุนปลายทศวรรษ 1910 โทรศัพท์ในระบบ Bell ที่ใช้ระบบหมุนเองมี 32% ในปี 1930 และ 60% ในปี 1940 แต่กว่าจะครบทั้งเครือข่ายต้องรอถึงปี 1978 ถึงปี 1940 งานต่อสายในอุตสาหกรรมโทรศัพท์เหลือไม่ถึง 1.5% ของการจ้างงานหญิงสาวกลุ่มเดียวกัน จากจุดสูงสุดราว 4%
ผู้วิจัยบันทึกด้วยว่าระบบกดหมุนไม่ได้เพิ่มผลิตภาพของระบบโทรศัพท์มากนัก งานใหม่ที่รับคนรุ่นถัดไปจึงไม่ได้เกิดจากชุมสายอัตโนมัติเอง แต่เกิดจากภาคอื่นที่กำลังขยายตัวในช่วงเดียวกัน ข้อนี้สำคัญกับการอ่านตัวเลข เพราะคนมักสรุปว่าเทคโนโลยีที่แทนงานหนึ่งจะสร้างงานใหม่ขึ้นมาเองในที่เดียวกัน กรณีนี้งานใหม่อยู่คนละอุตสาหกรรม และเกิดเพราะเศรษฐกิจช่วงนั้นต้องการพนักงานสำนักงานเพิ่ม
พนักงานต่อสายโทรศัพท์หายไปเมื่อไร
ในสหรัฐ งานนี้ลดลงเป็นขั้นตามเมืองที่เปลี่ยนเป็นชุมสายอัตโนมัติ AT&T เริ่มเปลี่ยนปลายทศวรรษ 1910 โทรศัพท์ในระบบ Bell ใช้ระบบหมุนเอง 32% ในปี 1930 และ 60% ในปี 1940 และครบทั้งเครือข่ายในปี 1978 เมืองที่เปลี่ยนระบบแล้วมีหญิงอายุ 16-25 ปีได้งานต่อสายน้อยลงทันที 50-80%