ROAS ย่อจาก return on ad spend สองระบบคำนวณจากมูลค่า conversion หารด้วยค่าโฆษณาเหมือนกัน แต่การตั้งเป้าเขียนคนละรูป
- Google Ads หน้า Target ROAS ยกตัวอย่างว่า ถ้าอยากได้ยอดขาย 5 ดอลลาร์ต่อค่าโฆษณา 1 ดอลลาร์ ให้ตั้ง Target ROAS ไว้ที่ 500% สูตรที่เขียนไว้คือยอดขายหารด้วยค่าโฆษณาคูณ 100%
- Meta หน้า ROAS goal ยกตัวอย่างงบ 100 ดอลลาร์ที่อยากได้ยอดซื้อราว 110 ดอลลาร์ หรือ 110% และให้ตั้งค่า ROAS goal ไว้ที่ 1.100
ตัวเลข 1.1 ของ Meta กับ 110% ของ Google หมายถึงผลตอบแทนระดับเดียวกัน ผู้ที่ย้ายเป้าหมายจากระบบหนึ่งไปอีกระบบโดยไม่แปลงหน่วย อาจตั้งเป้าผิดไปร้อยเท่า
หน้า Purchase ROAS ของ Meta ให้สูตรว่าเป็นมูลค่า conversion ของการซื้อหารด้วยจำนวนเงินที่ใช้ไป ส่วน Google ระบุว่ากลยุทธ์ Target ROAS ใช้เฉพาะ conversion ที่ตั้งค่าให้นับอยู่ในคอลัมน์ Conversions และต้องตั้งมูลค่าของ conversion ก่อนใช้ ROAS ของทั้งสองระบบจึงขึ้นกับมูลค่าที่ธุรกิจส่งเข้าไปเอง ถ้าส่งยอดขายก่อนหักส่วนลดหรือค่าส่ง ROAS ก็สูงกว่ากำไรจริงที่ได้
สองหน้านี้มีเงื่อนไขอีกสองข้อที่ร้านเล็กควรรู้ก่อนตั้งเป้า ROAS
- Meta ระบุว่าเป้าหมาย ROAS ทำงานได้ดีเมื่อชุดโฆษณามี conversion 50-100 ครั้งต่อสัปดาห์ ชุดโฆษณาที่มียอดซื้อน้อยกว่านั้น ระบบมีข้อมูลไม่พอให้ปรับการส่งโฆษณา Meta แนะนำให้ขยายกลุ่มเป้าหมาย เพิ่มงบ หรือผ่อนเป้าต้นทุนต่อผลลัพธ์ และต้องติดตั้ง Meta Pixel หรือ SDK ให้นับ conversion ได้ก่อน
- Google เปลี่ยนชื่อกลยุทธ์ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2026 จาก "Maximize conversion value with a Target ROAS" เป็น "Target ROAS" โดยการประมูลยังทำงานเหมือนเดิม ผู้ที่เปิดคู่มือเก่าอาจเจอชื่อไม่ตรงกับหน้าจอในช่วงเปลี่ยนผ่าน
ROAS ในรายงานเป็นตัวเลขที่นับได้จริงทั้งหมดหรือไม่
ไม่ทั้งหมด Meta ระบุในหน้านิยาม Purchase ROAS ว่า ในบางกรณีที่นับเหตุการณ์ได้ไม่ครบ ระบบใช้แบบจำลองทางสถิติประมาณจำนวนเหตุการณ์และมูลค่า และบางกรณีตัวเลขอาจมาจากบุคคลที่สามผ่าน API ส่วนโฆษณาที่แสดงบนอุปกรณ์ iOS 14 ขึ้นไป บางครั้งไม่คำนวณ ROAS ให้เลย หน้าเป้าหมาย ROAS ยังแนะนำให้ดูค่าเฉลี่ยรายสัปดาห์ เพราะค่ารายวันแกว่งได้ และให้รออย่างน้อย 7 วันหลังปรับค่าก่อนประเมินใหม่ ตัวเลข ROAS รายวันที่ขึ้นลงแรงจึงยังไม่ใช่สัญญาณให้รีบย้ายงบ