ประกาศเขียนหน้าที่ไว้กับผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งในข่าวของ สพธอ. ยกตัวอย่าง Facebook, Instagram, TikTok, YouTube และ X เงื่อนไขในข้อ 2 คือมีโฆษณาเผยแพร่ในประเทศไทย และแพลตฟอร์มได้รับค่าบริการ ไม่ว่าเงินนั้นมาจากผู้ลงโฆษณาเองหรือจากบุคคลอื่น
| ฝ่าย |
สิ่งที่ประกาศกำหนด |
สิ่งที่ฝ่ายนี้ต้องเตรียม |
| แพลตฟอร์มที่รับเงินค่าโฆษณา |
พิสูจน์ตัวตนผู้ลงโฆษณาก่อนเผยแพร่ และเก็บข้อมูลไว้อย่างน้อย 90 วันหลังเลิกใช้บริการ |
ระบบตรวจเอกสาร ระบบเทียบใบหน้า หรือการเชื่อมระบบพิสูจน์ตัวตนทางดิจิทัล |
| ผู้ลงโฆษณา (ผู้กระทำการโฆษณา) |
ถูกพิสูจน์ตัวตนก่อนโฆษณาเผยแพร่ |
บัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทาง หนังสือรับรองนิติบุคคล ที่อยู่ และเบอร์โทรที่ติดต่อได้ |
| ผู้ชำระค่าโฆษณาที่ไม่ใช่ผู้ลงโฆษณา |
แพลตฟอร์มต้องเก็บข้อมูลชุดเดียวกัน |
เอกสารของคนหรือบริษัทที่จ่ายเงินจริง |
ข้อมูลขั้นต่ำในข้อ 3 มีสามรายการ คือชื่อบุคคลหรือนิติบุคคลพร้อมผู้ดำเนินการแทนนิติบุคคล หลักฐานแสดงตน เช่น หนังสือเดินทาง บัตรประชาชน หรือหนังสือรับรองของบริษัท กับข้อมูลติดต่อ เช่น ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ การเก็บเริ่มตั้งแต่ผู้ลงโฆษณาเริ่มลงโฆษณา
ทำไมแพลตฟอร์มต้องเข้มกับเรื่องนี้
เพราะแพลตฟอร์มมีความรับผิดทางเงินผูกอยู่ พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 มาตรา 8/10 ให้แพลตฟอร์มโซเชียลร่วมรับผิดในความเสียหายที่มิจฉาชีพก่อขึ้นผ่านบริการของตน ยกเว้นกรณีที่แสดงหลักฐานได้ว่าปฏิบัติตามมาตรการของ คธอ. ครบแล้ว ประกาศฉบับนี้คือมาตรการชุดนั้น บัญชีที่พิสูจน์ตัวตนไม่ผ่าน แพลตฟอร์มจึงมีเหตุผลที่จะไม่ปล่อยโฆษณาให้แสดงในไทย