สำนักงานสถิติแห่งชาติสำรวจประชากรสูงอายุทุกสามปีตั้งแต่ปี 2537 รอบปี 2567 เป็นครั้งที่แปด สัดส่วนคนอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มจากร้อยละ 6.8 ในปี 2537 เป็นร้อยละ 20.0 ในปี 2567 ตัวชี้วัดสองตัวที่เกี่ยวกับคนวัยทำงานโดยตรงเปลี่ยนไปดังนี้
| ตัวชี้วัด |
ปี 2537 |
ปี 2567 |
อ่านว่า |
| อัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุ |
10.7 |
31.1 |
คนอายุ 15-59 ปีทุก 100 คน รับผิดชอบผู้สูงอายุราว 31 คน |
| อัตราส่วนเกื้อหนุน |
9.3 |
3.2 |
คนวัยทำงานราวสามคนเกื้อหนุนผู้สูงอายุหนึ่งคน |
เมื่อถามว่ารายได้หลักในการดำรงชีวิตมาจากไหน ผู้สูงอายุตอบว่าจากบุตรมากที่สุด ร้อยละ 35.7 รองลงมาคือจากการทำงานร้อยละ 33.9 เบี้ยยังชีพจากรัฐร้อยละ 13.3 บำเหน็จบำนาญร้อยละ 6.8 และคู่สมรสร้อยละ 5.6 ผู้สูงอายุหญิงพึ่งรายได้จากบุตรเป็นหลักถึงร้อยละ 41.7 ส่วนผู้สูงอายุชายพึ่งรายได้จากการทำงานเป็นหลักร้อยละ 45.8
เรื่องที่อยู่อาศัย ผู้สูงอายุร้อยละ 64.5 อยู่กับบุคคลอื่นในบ้าน และร้อยละ 22.6 อยู่ลำพังกับคู่สมรส ตัวเลขชุดหลังสำคัญกับร้านที่ส่งของหรือส่งช่างไปติดตั้ง เพราะบ้านที่มีแต่ผู้สูงอายุสองคนต้องการคนอธิบายวิธีใช้ที่หน้างาน และลูกที่จ่ายเงินมักอยู่คนละบ้าน ต้องรู้ผลจากร้านแทนการเห็นเอง
การมีคนดูแลขยับตามอายุชัดเจน ผู้สูงอายุร้อยละ 8.6 มีผู้ดูแล แยกเป็นวัย 60-69 ปีร้อยละ 3.4 วัย 70-79 ปีร้อยละ 10.1 และวัย 80 ปีขึ้นไปร้อยละ 32.8 ลูกที่พ่อแม่ขยับจากวัยเจ็ดสิบไปวัยแปดสิบจึงมักเปลี่ยนจากคนที่ส่งเงินอย่างเดียว เป็นคนที่ต้องหาคนดูแลหรือดูแลเองด้วย ธุรกิจที่รับดูแลผู้สูงอายุแบบมีใบอนุญาตอยู่ในเปิดธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ ศูนย์ที่ได้ใบอนุญาตมี 908 แห่ง
พ่อแม่ที่ยังทำงานมีมากแค่ไหน
ผู้สูงอายุร้อยละ 34.0 ยังทำงานอยู่ในช่วงเจ็ดวันก่อนวันสัมภาษณ์ ผู้ชายร้อยละ 44.7 ผู้หญิงร้อยละ 26.2 เหตุผลอันดับหนึ่งคือยังแข็งแรงและมีแรงทำงานร้อยละ 51.5 รองลงมาคือต้องหารายได้เลี้ยงครอบครัวหรือตัวเองร้อยละ 43.5 ตัวเลขนี้เตือนว่าพ่อแม่จำนวนมากยังตัดสินใจซื้อเองได้ ร้านที่พูดกับลูกอย่างเดียวจะข้ามคนที่อาจเป็นทั้งคนใช้และคนจ่ายร่วม