กิจการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิงเข้ามาอยู่ใต้พระราชบัญญัติสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ. 2559 ผ่านกฎกระทรวงกำหนดให้กิจการการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิงเป็นกิจการอื่นในสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ. 2563 จากนั้นทุกศูนย์ต้องทำตามเงื่อนไขชุดเดียวกับสถานประกอบการเพื่อสุขภาพประเภทอื่น
มาตรา 12 ของพระราชบัญญัติบังคับให้ผู้ประกอบกิจการได้รับใบอนุญาตก่อน มาตรา 20 บังคับให้คนที่ทำหน้าที่ผู้ดำเนินการได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ดำเนินการ และกฎกระทรวงให้พนักงานที่ดูแลผู้สูงอายุโดยตรงยื่นขึ้นทะเบียนเป็นผู้ให้บริการ ใบอนุญาตประกอบกิจการมีอายุห้าปีตามมาตรา 14 และต้องยื่นต่ออายุก่อนหมดอายุ
ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุสามลักษณะต่างกันอย่างไร
ต่างกันที่ผู้สูงอายุค้างคืนหรือไม่ และพักอยู่แบบไหน ลักษณะที่ 1 คือการดูแลระหว่างวันโดยไม่มีการพักค้างคืน ลักษณะที่ 2 คือการดูแลโดยจัดให้มีที่พำนักอาศัย และลักษณะที่ 3 คือการดูแลโดยมีการพักค้างคืน ซึ่งตรงกับศูนย์ที่คนทั่วไปเรียกว่าเนอร์สซิ่งโฮม เอกสารของกรมกิจการผู้สูงอายุนับได้ลักษณะที่ 1 เพียง 4 แห่ง ลักษณะที่ 2 จำนวน 16 แห่ง และลักษณะที่ 3 จำนวน 888 แห่ง คนที่เลือกลักษณะที่ 1 จึงแทบไม่มีคู่แข่งที่ได้รับอนุญาตในพื้นที่เดียวกัน
ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตศูนย์ดูแลผู้สูงอายุเท่าไร
คิดตามพื้นที่ให้บริการและลักษณะของศูนย์ กฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563 ซึ่งลงราชกิจจานุเบกษาวันที่ 31 กรกฎาคม 2563 ให้ศูนย์ที่มีที่พำนักอาศัยหรือพักค้างคืนจ่ายฉบับละ 1,000 บาทถ้าพื้นที่ไม่เกิน 100 ตารางเมตร 3,000 บาทถ้าไม่เกิน 200 ตารางเมตร 6,000 บาทถ้าไม่เกิน 400 ตารางเมตร และ 10,000 บาทถ้าเกินนั้น ศูนย์แบบกลางวันจ่ายครึ่งหนึ่งในแต่ละขั้น คือ 500 1,500 3,000 และ 5,000 บาท ศูนย์ที่หน่วยงานรัฐ มูลนิธิ หรือองค์กรสาธารณกุศลเป็นผู้ดำเนินการได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียม
เปิดศูนย์โดยไม่มีใบอนุญาตมีโทษอย่างไร
เจ้าของศูนย์ที่ฝ่าฝืนมาตรา 12 เสี่ยงโทษสูงสุดตามมาตรา 42 คือจำคุกหกเดือน ปรับ 50,000 บาท หรือทั้งสองอย่าง คนที่บริหารศูนย์โดยยังไม่ได้ใบอนุญาตผู้ดำเนินการถูกปรับได้ถึง 20,000 บาทตามมาตรา 43 และมาตรา 41 ให้ปรับได้ถึง 40,000 บาทกับผู้ที่ใช้ชื่อชวนให้ลูกค้าเชื่อว่าได้รับอนุญาตแล้วทั้งที่ยังไม่ได้ ป้ายหน้าศูนย์และชื่อเพจจึงเป็นเรื่องที่ต้องรอให้ได้ใบอนุญาตก่อน