บทความสรุปกฎของถนนการค้าไว้ในประโยคเดียวว่า "ป้ายใหญ่กับตึกเล็กคือกฎของ Route 66" ผู้เขียนเขียนต่อว่าป้ายสำคัญกว่าสถาปัตยกรรม และเห็นได้จากงบของเจ้าของ ป้ายด้านหน้าลงทุนเต็มที่ ส่วนอาคารด้านหลังทำเท่าที่จำเป็น สถาปัตยกรรมกลายเป็นส่วนที่ถูกที่สุด
ด้านที่ผู้เขียนให้ความสำคัญรองจากป้ายคือด้านข้างของอาคาร เพราะรถที่วิ่งเข้ามาเห็นด้านข้างจากระยะไกลกว่าและนานกว่าด้านหน้า หน้าอาคารริมถนนในอเมริกาหลายแห่งเอียงรูปทรงและการตกแต่งไปทางขวา เพื่อต้อนรับรถในช่องขวา ส่วนด้านหลังไม่มีสไตล์ เพราะทั้งอาคารหันหน้าเข้าถนนและไม่มีใครมองด้านหลัง ในประเทศที่ขับรถชิดซ้ายอย่างไทย ทิศที่รถเข้าร้านจะกลับด้านกัน
ผู้เขียนยังบันทึกว่าบางครั้งตัวอาคารก็เป็นป้ายเอง เช่น ร้านอาหารที่สร้างเป็นรูปแฮมเบอร์เกอร์ ซึ่งเป็นทั้งสัญลักษณ์เชิงประติมากรรมและที่กำบังในตัว ร้านค้าในเมืองทางตะวันตกของอเมริกายุคก่อนก็ใช้หน้าร้านปลอมที่สูงและใหญ่กว่าตัวร้าน เพื่อบอกว่าร้านสำคัญ ผู้เขียนสรุปว่าในเมืองเล็กริมทางหลวงของตะวันตก "ถ้าเอาป้ายออก ที่นั่นก็ไม่เหลือความเป็นที่แห่งหนึ่ง"
เวลากลางคืนเปลี่ยนภาพของถนนทั้งสาย บทความบันทึกว่าบนถนนสายหลักกลางเมือง อาคารทั้งหลังถูกทำให้เป็นแหล่งแสงเองด้วยหลอดนีออนที่เรียงถี่ แทนการใช้สปอตไลต์ส่องจากภายนอก ส่วนเสาไฟถนนที่วางเป็นจังหวะเท่ากันช่วยบอกแนวถนนตอนกลางวัน ร้านริมถนนที่เปิดถึงค่ำจึงต้องคิดทั้งภาพกลางวันและภาพกลางคืน เพราะร้านเดียวกันอาจอ่านง่ายในเวลาหนึ่งและหายไปในอีกเวลาหนึ่ง
ป้ายหน้าร้านกับอาคารที่เป็นป้ายเองต่างกันอย่างไร
ต่างกันที่ต้นทุนการเปลี่ยนแปลง ป้ายที่แยกจากอาคารเปลี่ยนข้อความ สี หรือขนาดได้โดยไม่กระทบตัวร้าน ส่วนอาคารที่สร้างเป็นรูปสินค้าจะบอกว่าขายอะไรได้ชัดมาก แต่ถ้าธุรกิจเปลี่ยนเมนูหรือเปลี่ยนเจ้าของ รูปทรงนั้นจะแก้ยาก บทความเรียกอาคารแบบหลังว่าเป็นทั้งสัญลักษณ์และที่กำบังในตัว ส่วนแบบแรกคือป้ายใหญ่หน้าตึกเล็กที่พบได้ทั่วไปริมทางหลวง