Coleridge ไม่ได้บอกว่าผู้อ่านพร้อมเชื่อทุกเรื่องแต่ง เขาเขียนว่างานของเขาจะให้ตัวละครเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติ หรืออย่างน้อยก็เป็นแนวจินตนิยม (romantic) แต่ต้องดึง "ความสนใจแบบมนุษย์และเค้าของความจริง" จากธรรมชาติภายในของคนเข้ามาใส่ ผู้อ่านจึงจะยอมพักความไม่เชื่อให้เงาของจินตนาการเหล่านั้น
เงื่อนไขที่ Coleridge ตั้งไว้มีอะไรบ้าง
มีสองชั้น ชั้นแรกอยู่ในประโยคที่มีวลีดัง คือ human interest กับ semblance of truth ชั้นที่สองอยู่ในย่อหน้าก่อนหน้า ซึ่งเขาเขียนว่าความยอดเยี่ยมของงานแบบนี้อยู่ที่ "the dramatic truth of such emotions, as would naturally accompany such situations, supposing them real" แปลว่าอารมณ์ของตัวละครต้องเป็นอารมณ์ที่คนจริงจะรู้สึก ถ้าสถานการณ์เหนือธรรมชาตินั้นเกิดขึ้นจริง
คำว่า willing กับ for the moment สำคัญอย่างไร
สองคำนี้บอกว่าผู้อ่านเป็นฝ่ายเลือก และเลือกเพียงชั่วขณะ Coleridge ไม่ได้เขียนว่างานที่ดีทำให้ผู้อ่านหลงเชื่อ แต่เขียนว่าผู้อ่านเต็มใจพักความไม่เชื่อไว้ระหว่างอ่าน สำหรับงานของแบรนด์ ผู้ชมรู้ตลอดว่ามาสคอตพูดไม่ได้ในชีวิตจริง ความเชื่อที่ได้จึงเป็นความร่วมมือของผู้ชม ไม่ใช่การหลอก และผู้ชมถอนความร่วมมือนั้นได้ทุกเมื่อ
ทำไม Coleridge เรียกตัวละครเหล่านี้ว่า shadows of imagination
ในประโยคเดียวกัน Coleridge เรียกตัวละครเหนือธรรมชาติว่า "shadows of imagination" หรือเงาของจินตนาการ คำนี้บอกสถานะของตัวละครตรง ๆ ว่าเป็นเงา ไม่มีเนื้อ และสิ่งที่ทำให้เงามีน้ำหนักพอให้ผู้อ่านเชื่อคือความสนใจแบบมนุษย์ที่นักเขียนใส่เข้าไป สำหรับทีมที่ออกแบบตัวละครของแบรนด์ คำนี้เตือนว่าหน้าตาของตัวละครเป็นแค่เงา ตราบใดที่ยังไม่รู้ว่ามันรู้สึกอะไร