Bertram R. Forer เป็นนักจิตวิทยาที่คลินิกสุขภาพจิตของหน่วยงานทหารผ่านศึกในลอสแอนเจลิส เขาตีพิมพ์ผลการทดลองในชั้นเรียนจิตวิทยาเบื้องต้นของตัวเองใน Journal of Abnormal and Social Psychology ปี 1949 ในบทความชื่อ "The fallacy of personal validation" ผลการทดลองนี้ต่อมาถูกเรียกว่า Forer effect หรือ Barnum effect
Forer ให้นักศึกษา 39 คนทำแบบสอบถามความสนใจชื่อ Diagnostic Interest Blank หนึ่งสัปดาห์ต่อมา นักศึกษาแต่ละคนได้รับคำบรรยายบุคลิกที่พิมพ์ชื่อของตัวเองไว้ ทุกฉบับมีข้อความเหมือนกันทั้งหมด 13 ข้อ Forer บันทึกว่าข้อความส่วนใหญ่มาจากหนังสือดูดวงที่ขายตามแผงหนังสือ นักศึกษาให้คะแนนสองเรื่องจาก 0 ถึง 5 คือแบบสอบถามวัดบุคลิกได้ดีแค่ไหน และคำบรรยายเผยลักษณะพื้นฐานของตัวเองได้แค่ไหน แล้วกาทีละข้อว่าจริงหรือไม่จริงกับตัวเอง
| สิ่งที่ให้คะแนน (0-5) |
ให้ 5 |
ให้ 4 |
ให้ 3 |
ให้ 2 |
จำนวนคน |
| แบบสอบถามวัดบุคลิกได้ดีแค่ไหน |
13 |
25 |
1 |
0 |
39 |
| คำบรรยายตรงกับตัวเองแค่ไหน |
16 |
18 |
4 |
1 |
39 |
นักศึกษายอมรับว่าข้อความตรงกับตัวเองเฉลี่ย 10.2 ข้อจาก 13 ข้อ เกือบทุกคนยอมรับตั้งแต่ 8 ถึง 13 ข้อ มีคนเดียวที่ยอมรับแค่ 5 ข้อ เมื่อ Forer ถามว่าแบบสอบถามทำงานได้ดีไหม นักศึกษาเกือบทั้งห้องยกมือ พอเขาอ่านข้อความข้อแรกแล้วถามว่าใครได้ข้อความคล้ายกัน ทุกคนก็ยกมือ และอย่างน้อยหนึ่งในสามของห้องขอสำเนาคำบรรยายไปลองกับเพื่อน
Forer effect คืออะไร
Forer effect หรือ Barnum effect คือแนวโน้มที่คนยอมรับคำบรรยายบุคลิกที่เขียนกว้างพอว่าตรงกับตัวเอง แม้คำบรรยายนั้นจะใช้ได้กับคนส่วนใหญ่ ชื่อมาจากการทดลองของ Bertram Forer ปี 1949 ที่แจกคำบรรยาย 13 ข้อชุดเดียวกันให้นักศึกษา 39 คน แล้วนักศึกษายอมรับว่าตรงกับตัวเองเฉลี่ย 10.2 ข้อ
Forer ไม่ได้ทดลองกับศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง
สิ่งที่นักศึกษาเชื่อว่าวัดบุคลิกของตัวเองในการทดลองนี้คือแบบสอบถามทางจิตวิทยา ไม่ใช่ดวง บทเรียนจึงใช้กับทุกเครื่องมือที่ส่งคำบรรยายบุคลิกกลับมาให้คนอ่าน ทั้งผลแบบทดสอบบุคลิกภาพ รายงานประเมินผู้นำ และคำอธิบายตามปีเกิดหรือวันเกิด