ปี 2567 มีการจดทะเบียนนิติบุคคลธุรกิจกาแฟใหม่ 720 ราย เป็นกลุ่มผลิต 95 ราย กลุ่มขาย 625 ราย ทุกรายเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ทุนจดทะเบียนรวม 1,377.98 ล้านบาท ปีเดียวกันมีผู้เลิกกิจการ 203 ราย และช่วงห้าปี 2563-2567 เลิกกิจการสะสม 915 ราย
ครึ่งแรกของปี 2568 มีการจดทะเบียนใหม่ 415 ราย เพิ่มขึ้น 34 ราย หรือ 8.92% จากช่วงเดียวกันของปี 2567 แต่ทุนจดทะเบียนรวมลดลง 33.72% เหลือ 577.21 ล้านบาท แปลว่าร้านที่เปิดใหม่ในครึ่งปีนั้นลงทุนเริ่มต้นต่อรายน้อยลง
415 รายของครึ่งปีแรกเป็นกลุ่มผลิต 43 ราย และกลุ่มขาย 372 ราย ทุนจดทะเบียนของกลุ่มขายรวม 499.96 ล้านบาท แยกตามรูปแบบนิติบุคคลเป็นบริษัทจำกัด 352 ราย และห้างหุ้นส่วน 63 ราย ส่วนการเลิกกิจการปี 2567 ทั้ง 203 รายมีทุนจดทะเบียนรวม 271.40 ล้านบาท ลดลง 22.61% จากปีก่อน รายที่เลิกในปีนั้นจึงมีทุนรวมน้อยกว่าปี 2566
รูปแบบนิติบุคคลของทั้ง 6,361 รายที่ยังดำเนินกิจการแยกเป็นบริษัทจำกัด 4,986 ราย ห้างหุ้นส่วน 1,371 ราย และบริษัทมหาชนจำกัด 4 ราย ร้านที่คิดจะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจึงอยู่ในกลุ่มที่ส่วนใหญ่เลือกรูปแบบบริษัทจำกัด ซึ่งมีภาระยื่นงบการเงินทุกปี
ธุรกิจกาแฟเปิดใหม่และปิดตัวปีละกี่ราย
ตามรายงานของ DBD ปี 2567 นิติบุคคลธุรกิจกาแฟเปิดใหม่ 720 ราย และเลิกกิจการ 203 ราย คิดเป็นเปิดใหม่ประมาณสามรายครึ่งต่อหนึ่งรายที่เลิก ห้าปี 2563-2567 เลิกกิจการรวม 915 ราย ตัวเลขทั้งหมดนับเฉพาะนิติบุคคล ร้านเล็กจำนวนมากที่จดทะเบียนพาณิชย์แบบบุคคลธรรมดาจึงไม่ปรากฏในสถิติชุดนี้
ความหมายสำหรับคนจะเปิดร้าน
ตัวเลขเปิดใหม่ที่สูงกว่าเลิกกิจการหลายเท่าบอกว่าร้านใหม่ยังเข้ามาต่อเนื่อง และรายงานเตือนเองว่าโปรโมชันที่แข่งกันแรงกดรายได้ของผู้ประกอบการ ร้านที่เปิดใหม่ในย่านที่มีร้านอยู่แล้วต้องมีเหตุผลอื่นนอกจากราคาให้ลูกค้าเดินเข้าร้าน ร้านกาแฟเป็นสถานที่จำหน่ายอาหารตามกฎหมายสาธารณสุข ป้ายรับรองสุขาภิบาลที่ร้านขอได้อธิบายไว้ในการตลาดนักชิม ป้าย SAN ที่มาแทน Clean Food Good Taste