ตำราคณิตศาสตร์เล่มหนาที่พิมพ์ในเวนิสเมื่อปลายปี 1494 มีส่วนหนึ่งชื่อ Particularis de Computis et Scripturis ซึ่งแปลได้ว่ารายละเอียดของการคำนวณและการจดบันทึก ส่วนนี้คือคำอธิบายวิธีทำบัญชีแบบคู่ที่เก่าที่สุดที่ตกทอดมาถึงวันนี้ ผู้เขียนคือลูกา ปาชิโอลี นักคณิตศาสตร์ที่เขียนไว้ให้พ่อค้าในแคว้นของดยุกแห่งอูร์บีโน ต้นฉบับอ่านได้ฟรีในคำแปลภาษาอังกฤษของ John B. Geijsbeek ฉบับปี 1914 บน Internet Archive คำสั่งหลายข้อในตำรายังตอบคำถามของเจ้าของร้านที่เพิ่งเปิดสาขาที่สองได้ตรง ๆ ว่าจะดูอย่างไรว่าสาขาไหนทำเงิน
ประวัติศาสตร์การค้าเรอเนซองส์อิตาลี ตำราบัญชีคู่ของปาชิโอลี

KEY TAKEAWAYS
3 ประเด็นตำราบัญชีที่เก่าที่สุดที่ตกทอดมาถึงวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือคณิตศาสตร์ Summa de Arithmetica ของลูกา ปาชิโอลี พิมพ์ที่เวนิสในเดือนพฤศจิกายน 1494
ตำราสั่งให้เริ่มจากทำบัญชีทรัพย์สินให้เสร็จภายในวันเดียว แล้วใช้สมุดสามเล่ม คือสมุดบันทึกประจำวัน สมุดรายวัน และสมุดแยกประเภท
บทที่ 23 ของตำราสอนให้ทำบัญชีร้านที่ตั้งอยู่นอกบ้านเหมือนร้านนั้นเป็นลูกหนี้คนหนึ่ง
ของทุกชิ้นที่ส่งเข้าร้านบันทึกเป็นหนี้ของร้าน ของทุกชิ้นที่ได้กลับมาบันทึกเป็นการชำระ เจ้าของจึงดูได้ทุกเมื่อว่าร้านนั้นกำไรหรือขาดทุน
สมุดบัญชีแปดเล่มของบริษัทผ้าขนสัตว์ในตระกูลเมดิชิที่เปิดดำเนินการระหว่างปี 1556-1558 ยังเหลือเจ็ดเล่มในห้องสมุดของ Harvard Business School
งานวิจัยที่อ่านสมุดชุดนี้บอกว่าบริษัทมีต้นทุนดำเนินงาน 3,076.75 ฟลอริน และไม่มีกำไร
ตำราบัญชีคู่ของปาชิโอลีพิมพ์ที่เวนิสปี 1494 สอนให้ทำบัญชีร้านสาขาเหมือนลูกหนี้คนหนึ่ง สมุดบัญชีบริษัทผ้าขนสัตว์ของเมดิชิที่ Harvard เก็บไว้ บอกว่าบริษัทไม่มีกำไร
ตำราบัญชีที่แทรกอยู่ในหนังสือคณิตศาสตร์
Geijsbeek เขียนในบทนำว่าหนังสือชื่อเต็ม Summa de Arithmetica Geometria Proportioni et Proportionalita พิมพ์ในเดือนพฤศจิกายน 1494 เนื้อหาหลักเป็นเลขคณิตและเรขาคณิต เรื่องบัญชีอยู่ในภาคที่หนึ่ง หมวดที่ 9 บทความที่ 11 ผู้เขียนไม่ได้ใส่ชื่อเต็มไว้ที่ไหนในเล่ม เรียกตัวเองว่า Frater Lucas de Burgo Sancti Sepulchri นักบรรณานุกรมจึงสรุปจากหลักฐานอื่นว่าคือลูกา ปาชิโอลี ซึ่งเกิดราวปี 1445
| ข้อมูลของหนังสือ | รายละเอียดจากบทนำของ Geijsbeek |
|---|---|
| ชื่อหนังสือ | Summa de Arithmetica Geometria Proportioni et Proportionalita |
| พิมพ์ที่ | เวนิส เดือนพฤศจิกายน 1494 |
| ตำแหน่งของตำราบัญชี | ภาคที่หนึ่ง หมวดที่ 9 บทความที่ 11 |
| ลิขสิทธิ์ | สิบปี หมดในปี 1504 แล้วมีฉบับพิมพ์ซ้ำเฉพาะบทบัญชีในแคว้นทัสคานี |
| ระบบที่สอน | ระบบของเวนิส ซึ่งผู้เขียนบอกว่าใครเข้าใจระบบนี้จะเข้าใจระบบอื่นได้ |
บทที่ 1 ของตำราบอกว่าพ่อค้าต้องมีสามอย่าง อย่างแรกคือเงินสดหรือสิ่งที่มีค่าเท่าเงิน อย่างที่สองคือการเป็นคนทำบัญชีที่ดีและคิดเลขคล่อง อย่างที่สามคือการจัดรายการค้าทั้งหมดให้เป็นระบบจนเข้าใจได้ในแวบเดียว ด้วยวิธีลงด้านลูกหนี้และด้านเจ้าหนี้ ปาชิโอลีให้เหตุผลว่าถ้าไม่จดเป็นระบบ พ่อค้าจะไม่มีเวลาพักและใจจะกังวลตลอด
ปาชิโอลีคิดค้นบัญชีคู่หรือไม่
ไม่มีหลักฐานว่าเขาคิดค้นเอง ตำราเขียนชัดว่าสอนระบบที่พ่อค้าเวนิสใช้อยู่แล้ว ส่วน Geijsbeek เรียกตำรานี้ว่างานเขียนเรื่องบัญชีที่เก่าที่สุดที่ตกทอดมาถึงเรา ไม่ว่าในรูปหนังสือพิมพ์หรือลายมือ สิ่งที่ปาชิโอลีทำจึงเป็นการเขียนวิธีที่คนใช้กันอยู่ให้คนนอกวงเรียนได้เอง ตำราเล่มเดียวกันบอกในบทที่ 5 ด้วยว่าพ่อค้าหลายคนที่กิจการเล็ก ใช้แค่สมุดรายวันกับสมุดแยกประเภท ไม่ใช้สมุดบันทึกประจำวัน
สมุดสามเล่มกับบัญชีทรัพย์สินที่ต้องเสร็จในวันเดียว
ก่อนเปิดสมุดเล่มแรก บทที่ 2 ให้พ่อค้าทำบัญชีทรัพย์สิน (inventory) ของทุกอย่างที่มี เริ่มจากของที่มีค่ามากและหายง่ายก่อน เช่นเงินสด อัญมณี และเครื่องเงิน ส่วนบ้านและที่ดินจดทีหลังเพราะหายไม่ได้ หัวบัญชีต้องมีวันที่ ปี สถานที่ และชื่อเจ้าของ และต้องทำให้เสร็จภายในวันเดียว ไม่อย่างนั้นการบริหารในวันหน้าจะยุ่งยาก ตัวอย่างในบทที่ 3 ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 1493 ที่เวนิส
หลังบัญชีทรัพย์สิน ตำราแบ่งงานให้สมุดสามเล่ม
| สมุด | ใครจด และจดอะไร |
|---|---|
| สมุดบันทึกประจำวัน (Memoriale) | ใครก็ได้ที่อยู่ร้านตอนนั้นจดทุกรายการทันทีที่เกิด ใคร อะไร เมื่อไร ที่ไหน รวมถึงผู้ช่วยที่เขียนหนังสือได้ไม่คล่อง |
| สมุดรายวัน (Giornale) | คนทำบัญชีคัดรายการจากสมุดเล่มแรกมาเรียบเรียง แปลงเงินหลายสกุลเป็นหน่วยเดียว |
| สมุดแยกประเภท (Quaderno) | ย้ายรายการเข้าบัญชีแต่ละชื่อ ทั้งด้านลูกหนี้และเจ้าหนี้ ใช้ปิดยอดและหากำไร |
บทที่ 6 มีคำเตือนที่คนเปิดร้านวันนี้ใช้ได้ทันที ปาชิโอลีบอกว่าหลายคนชอบจดบัญชีทรัพย์สินลงในสมุดบันทึกประจำวัน ซึ่งไม่ฉลาด เพราะสมุดเล่มนี้ผ่านมือลูกจ้างทุกคน ไม่ควรให้ใครเห็นว่าเจ้าของมีทรัพย์สินเท่าไร ข้อมูลที่ทุกคนต้องเข้าถึงกับข้อมูลที่เจ้าของเท่านั้นควรเห็นจึงแยกเล่มกันตั้งแต่ต้น
ตำราบอกให้ปิดบัญชีบ่อยแค่ไหน
ตำราไม่ได้กำหนดรอบตายตัว บทที่ 6 เล่าว่าพ่อค้าหลายท้องที่ปิดยอดสมุดทุกปีแม้ยังเขียนไม่เต็มเล่ม และบทที่ 32 ยกตัวอย่างพ่อค้ารายใหญ่ในมิลานที่เปิดสมุดแยกประเภทเล่มใหม่ทุกปี ส่วนการตรวจว่าบัญชีถูกหรือไม่อยู่ในบทที่ 34 ให้รวมยอดด้านลูกหนี้ทั้งหมดไว้ซ้าย รวมยอดด้านเจ้าหนี้ทั้งหมดไว้ขวา ถ้ายอดรวมทั้งสองฝั่ง (summa summarum) เท่ากัน สมุดเล่มนั้นทำถูก ถ้าไม่เท่ากันแปลว่ามีรายการผิดที่ต้องไล่หา
ร้านสาขาในบัญชีของปาชิโอลี
บทที่ 23 ตั้งชื่อยาวว่าวิธีทำบัญชีของร้าน ไม่ว่าร้านนั้นเจ้าของดูแลเองหรือให้คนอื่นดูแล และวิธีลงบัญชีร้านในสมุดของเจ้าของแยกจากสมุดของร้านเอง ปาชิโอลีเขียนว่า ถ้ามีร้านที่อยู่นอกบ้านและจัดของครบแล้ว ให้ลงของทุกอย่างที่ส่งเข้าร้านวันต่อวันเป็นหนี้ของร้าน และให้คิดเสมือนว่าร้านนั้นเป็นคนคนหนึ่งที่เป็นลูกหนี้ ส่วนของทุกอย่างที่เอาออกหรือได้รับจากร้าน ให้ลงเป็นการชำระคืนทีละส่วน
| คำสั่งในบทที่ 23 | ผลที่เจ้าของได้ |
|---|---|
| ลงของที่ส่งเข้าร้านเป็นหนี้ของร้าน ลงของที่ได้คืนเป็นการชำระ | ดูได้ทุกเมื่อว่าร้านนั้นกำไรหรือขาดทุน และรู้ว่าต้องบริหารอย่างไรต่อ |
| อุปกรณ์ในร้าน เช่นหม้อ ภาชนะ เครื่องทองแดงของร้านขายยา ลงเป็นหนี้ของร้าน | ต้นทุนตั้งร้านไม่หายไปปนกับค่าใช้จ่ายของบ้าน |
| ผู้ดูแลร้านทำบัญชีอุปกรณ์ทั้งหมดด้วยลายมือตัวเองหรือให้คนอื่นเขียน | มีเอกสารยืนยันว่าร้านได้รับอะไรไปบ้าง |
| ห้ามลงชื่อผู้จัดการร้านเป็นลูกหนี้โดยที่เขาไม่รู้หรือไม่ยินยอม | บัญชีไม่ผิดตั้งแต่ต้น และผู้จัดการรู้ว่าตัวเองรับผิดชอบอะไร |
| เงินขายปลีกรายย่อยเก็บไว้ในลิ้นชัก แล้วโอนเข้าบัญชีเงินสดทุกแปดถึงสิบวัน | ไม่ต้องลงบัญชีทุกครั้งที่ขายของชิ้นเล็ก แต่ยอดยังเข้าระบบตามรอบ |
ข้อที่เจ้าของร้านหลายสาขาวันนี้ลืมบ่อยคือข้อที่สี่ ปาชิโอลีเขียนว่าหลายคนลงทุกอย่างเป็นหนี้ของผู้จัดการร้าน ซึ่งทำไม่ได้ถ้าคนนั้นไม่ยินยอม บัญชีที่ลงชื่อคนเป็นลูกหนี้โดยเขาไม่รู้ ถือว่าเป็นบัญชีที่ผิด
ทำไมต้องคิดว่าร้านเป็นคนคนหนึ่ง
เพราะสมุดแยกประเภทของปาชิโอลีทำงานกับชื่อบัญชี ใครรับของไปก็เป็นลูกหนี้ ใครให้ของมาก็เป็นเจ้าหนี้ พอให้ร้านสาขามีชื่อบัญชีของตัวเอง ร้านนั้นก็มียอดคงค้างของตัวเองที่เทียบกับสาขาอื่นได้ ร้านที่ใช้โปรแกรมบัญชีวันนี้ทำสิ่งเดียวกันด้วยศูนย์ต้นทุนหรือแท็กสาขา หลักยังเหมือนเดิม คือทุกบาทที่จ่ายไปต้องระบุได้ว่าเป็นของสาขาไหน
สมุดบัญชีเมดิชิที่ห้องสมุด Harvard
ตำราของปาชิโอลีบอกวิธี ส่วนหลักฐานว่าพ่อค้าฟลอเรนซ์ทำบัญชีจริงอย่างไรอยู่ในสมุดของตระกูลเมดิชิ บทความ Political Economy and the Medici ของ Sophus A. Reinert และ Robert Fredona ใน Business History Review ฉบับฤดูใบไม้ผลิ 2020 ใช้สมุดบัญชีชุด Selfridge ที่ Harry Gordon Selfridge นักธุรกิจค้าปลีกซื้อมาแล้วมอบให้ Harvard Business School สมุดชุดนี้เป็นของญาติสายรองของตระกูล ไม่ใช่สายนายธนาคารที่มีชื่อเสียง
บทความยกข้อมูลจากงานของ Raymond de Roover นักประวัติศาสตร์ธนาคารเมดิชิไว้ด้วยว่า ช่วงปี 1420-1435 โรงผ้าขนสัตว์แห่งเดียวที่สายหลักของตระกูลลงทุนอยู่ ทำกำไรได้เพียง 3.1 เปอร์เซ็นต์ของกำไรธนาคาร การเทียบแบบนี้ทำได้เมื่อบัญชีของกิจการแต่ละแห่งแยกออกจากกัน
| ข้อมูลของบริษัท Francesco di Giuliano de' Medici and Co. | รายละเอียดในบทความ |
|---|---|
| ระยะเวลา | สองปี 1 พฤษภาคม 1556 ถึง 30 เมษายน 1558 |
| ผลผลิต | ผ้าขนสัตว์ 71 ผืน ถือว่าเล็กเมื่อเทียบกับบริษัทอื่นในชุดเดียวกัน |
| สมุดบัญชี | แปดเล่ม ซื้อเป็นชุดจากร้านเครื่องเขียนในปี 1556 ราคา 48 ลีรา (6.86 ฟลอริน) เหลือครบยกเว้นสมุดช่างทอหนึ่งเล่ม |
| พนักงานกินเงินเดือน | สี่คน คนที่ทำบัญชีได้เงินเดือน 40 ฟลอรินต่อปี |
| ต้นทุนดำเนินงานรวม | 3,076.75 ฟลอริน |
| ผลประกอบการ | ไม่มีกำไร |
สมุดแปดเล่มแบ่งงานกันอย่างไร
ผู้เขียนอธิบายว่าสมุดจัดเป็นลำดับชั้น เล่มบนสุดคือสมุดลูกหนี้และเจ้าหนี้ ซึ่งนับผ้าที่ขายได้เพื่อหากำไรขาดทุน ข้างใต้มีสองชุด ชุดแรกเก็บต้นทุนตรงของการผลิต แยกเล่มตามคนทำงาน เช่นคนปั่นด้าย ช่างทอ และช่างย้อม ชุดที่สองเก็บต้นทุนทางอ้อมและเงินสด ได้แก่สมุดร่าง สมุดรับจ่ายและเงินสด และสมุดรายวัน การแยกแบบนี้ทำให้ผู้วิจัยรุ่นหลังคำนวณได้ว่าขนแกะดิบกินต้นทุนการผลิต 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นหมวดใหญ่ที่สุด เทียบกับ 35 และ 44 เปอร์เซ็นต์ในบริษัทผ้าอีกสองแห่งของเมดิชิช่วงปี 1530-1543
ตัวเลขที่เทียบข้ามบริษัทได้แบบนี้เกิดจากการที่ทุกบริษัทจดหมวดต้นทุนแบบเดียวกัน ร้านหลายสาขาวันนี้ก็เทียบกันได้ด้วยเงื่อนไขเดียวกัน ถ้าสาขาหนึ่งลงค่าโฆษณาในหมวดการตลาด แต่อีกสาขาลงไว้ในค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด ตัวเลขสองสาขาจะดูเหมือนต่างกันทั้งที่ใช้เงินเท่ากัน
ค่าเงินฟลอรินในราคาวันนี้ห่างกันได้ล้านเท่า
เชิงอรรถที่ 61 ของบทความเดียวกันลองแปลงต้นทุน 3,076.75 ฟลอรินเป็นเงินดอลลาร์วันนี้ด้วยดัชนีหลายแบบ ทั้งราคาทองคำ ค่าแรงช่างฝีมือ ราคาเงิน และราคาข้าวสาลี แล้วสรุปว่าผลที่ได้อยู่ระหว่างราว 33,000 ดอลลาร์จนถึงราว 33,000 ล้านดอลลาร์ แล้วแต่ว่าเลือกดัชนีไหน ผู้เขียนเรียกคำถามว่าหนึ่งฟลอรินมีค่าเท่าไรในวันนี้ว่าเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบแน่นอน
บทเรียนข้อนี้ใช้กับบทความประวัติศาสตร์การค้าทุกเรื่อง ประโยคที่บอกว่าพ่อค้าคนหนึ่งรวยเท่ากับเงินกี่ล้านบาทในวันนี้ ต้องเลือกดัชนีมาหนึ่งตัว และผลต่างกันได้เป็นล้านเท่าตามดัชนีที่เลือก สิ่งที่เทียบได้อย่างมีความหมายคือสัดส่วนภายในบัญชีเดียวกัน เช่นขนแกะดิบ 30 เปอร์เซ็นต์ของต้นทุน หรือโรงผ้าที่ทำกำไร 3.1 เปอร์เซ็นต์ของกำไรธนาคาร
เอกสารชุดนี้บอกอะไรไม่ได้
สมุดของบริษัทหนึ่งแห่งบอกได้ว่าบริษัทนั้นใช้เงินไปกับอะไร แต่ไม่ได้บอกว่าพ่อค้าฟลอเรนซ์ทุกรายทำบัญชีแบบเดียวกัน ส่วนตำราของปาชิโอลีก็เป็นคำสอนว่าควรทำอย่างไร ไม่ใช่บันทึกว่าพ่อค้าทุกคนทำตาม นอกจากนี้ Geijsbeek ยังแปลจากต้นฉบับอิตาลีที่เขาบอกเองว่าเครื่องหมายวรรคตอนและการแบ่งย่อหน้าในต้นฉบับบกพร่องมาก ผู้แปลเติมให้เอง ถ้อยคำในคำแปลจึงเป็นการอ่านของผู้แปลอีกชั้นหนึ่ง
ประวัติศาสตร์การค้าช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งพ่อค้าต่างแดนเริ่มใช้บริการชำระเงินและแลกเงินกันที่งานแสดงสินค้า อ่านได้ในประวัติศาสตร์การค้ายุโรปยุคกลาง งานแสดงสินค้าแห่งแคว้นแชมเปญ และบทถัดไปเล่าว่าบัญชีกลายเป็นเรื่องที่ผู้ถือหุ้นทวงถาม ในประวัติศาสตร์การค้ายุคสำรวจโลก VOC กับผู้ถือหุ้นที่รอบัญชี
สมุดสามเล่มของร้านหลายสาขา
เจ้าของร้านหยิบคำสั่งจากบทที่ 2 บทที่ 6 และบทที่ 23 ไปตั้งเป็นหัวตารางในโปรแกรมบัญชีหรือสเปรดชีตได้ตามลำดับนี้
- บัญชีทรัพย์สินของสาขาใหม่ ทำให้เสร็จในวันเดียวก่อนเปิดร้าน ลงอุปกรณ์ทุกชิ้นที่ส่งไป และให้ผู้จัดการสาขาเซ็นรับ
- บันทึกรายการประจำวันที่พนักงานทุกคนกรอกได้ แยกออกจากตัวเลขกำไรและทรัพย์สินที่เจ้าของเท่านั้นเห็น
- ชื่อบัญชีแยกของแต่ละสาขา รับทั้งยอดขาย ต้นทุน และค่าการตลาดที่ใช้เจาะพื้นที่ของสาขานั้น
- บัญชีกลางสำหรับค่าใช้จ่ายที่ใช้ร่วมกันทุกสาขา พร้อมเกณฑ์แบ่งที่เขียนไว้ล่วงหน้า
- การเทียบยอดรวมสองฝั่งทุกสิ้นเดือน ถ้าไม่เท่ากันให้หาให้เจอก่อนปิดเดือน
ร้านที่อยากเห็นตัวอย่างการรวมข้อมูลจากหลายสาขาทุกวัน อ่านต่อได้ที่MK สุกี้ ครัวกลางรวมรายการสั่งของจากทุกสาขาทุกสิ้นวัน ส่วนคำถามว่าค่าทำแบรนด์กับค่าการตลาดลงบัญชีต่างกันอย่างไร อยู่ในBranding กับ Marketing ต่างกันอย่างไร ในสายตาผู้ทำบัญชี
ค่าการตลาดที่ใช้ร่วมกันทุกสาขา แบ่งอย่างไร
เลือกเกณฑ์หนึ่งแบบแล้วใช้ต่อเนื่อง เช่นแบ่งตามสัดส่วนยอดขายของแต่ละสาขา หรือแบ่งเท่ากัน สิ่งสำคัญคือเขียนเกณฑ์ไว้ก่อนเริ่มงวด ถ้าเปลี่ยนเกณฑ์กลางปี ตัวเลขก่อนและหลังเปลี่ยนจะเทียบกันไม่ได้ เหมือนบริษัทผ้าของเมดิชิที่เทียบกันได้เพราะจดหมวดต้นทุนแบบเดียวกัน
สรุป
ตำราบัญชีของลูกา ปาชิโอลีพิมพ์ในหนังสือ Summa de Arithmetica ที่เวนิส เดือนพฤศจิกายน 1494 เป็นคำอธิบายบัญชีคู่ที่เก่าที่สุดที่ตกทอดมาถึงวันนี้ ตำราให้เริ่มจากบัญชีทรัพย์สินที่ทำเสร็จในวันเดียว ใช้สมุดบันทึกประจำวัน สมุดรายวัน และสมุดแยกประเภท และตรวจความถูกต้องด้วยการเทียบยอดรวมสองฝั่ง บทที่ 23 ให้ทำบัญชีร้านที่อยู่นอกบ้านเหมือนร้านนั้นเป็นลูกหนี้ เพื่อดูได้ทุกเมื่อว่ากำไรหรือขาดทุน และห้ามลงชื่อผู้จัดการเป็นลูกหนี้โดยเขาไม่ยินยอม สมุดชุด Selfridge ที่ Harvard แสดงบริษัทผ้าของเมดิชิระหว่างปี 1556-1558 ที่มีสมุดแปดเล่ม ต้นทุนดำเนินงาน 3,076.75 ฟลอริน และไม่มีกำไร ส่วนการแปลงฟลอรินเป็นเงินวันนี้ให้ผลต่างกันตั้งแต่ราว 33,000 ถึง 33,000 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขที่ใช้ได้จริงจึงเป็นสัดส่วนภายในบัญชีเดียวกัน ร้านหลายสาขาวันนี้ใช้หลักเดียวกันได้ด้วยชื่อบัญชีแยกรายสาขา บัญชีกลางที่มีเกณฑ์แบ่งเขียนไว้ก่อน และการเทียบยอดทุกสิ้นเดือน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
วิธีจดที่ทุกรายการลงสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งคือผู้รับของหรือลูกหนี้ อีกฝั่งคือผู้ให้หรือเจ้าหนี้ เมื่อรวมทุกบัญชีแล้วยอดสองฝั่งต้องเท่ากัน ถ้าไม่เท่ากันแปลว่ามีรายการผิด
นักคณิตศาสตร์ชาวอิตาลีที่เกิดราวปี 1445 ในเมืองเล็กของแคว้นทัสคานี เขียนหนังสือ Summa de Arithmetica ซึ่งมีตำราบัญชีแทรกอยู่ ในเล่มเขาเรียกตัวเองว่า Frater Lucas ชื่อปาชิโอลีมาจากการสืบของนักบรรณานุกรมรุ่นหลัง
ไม่มีหลักฐานในสองแหล่งนี้ว่าเมดิชิใช้ตำราเล่มนี้ ทั้งสองเป็นหลักฐานคนละแบบของการค้าในอิตาลีช่วงใกล้กัน ฝั่งหนึ่งคือคำสอน อีกฝั่งคือสมุดที่พ่อค้าจดจริง
ชุดที่ Reinert และ Fredona ใช้อยู่ที่ Baker Library ของ Harvard Business School เรียกว่าชุด Selfridge ตามชื่อผู้มอบ และเป็นสมุดของญาติสายรองของตระกูล
ไม่จำเป็น ปาชิโอลีเองบอกว่าพ่อค้าที่กิจการเล็กหลายคนใช้แค่สมุดรายวันกับสมุดแยกประเภท สิ่งที่ยังต้องมีคือบัญชีทรัพย์สินตอนเริ่มและการเทียบยอดสองฝั่งเมื่อปิดงวด
PHYGITAL INSIGHT
บริการที่เกี่ยวข้อง
ให้ PHYGITAL AGENCY ช่วยต่อยอดเรื่องนี้สู่ผลลัพธ์จริง
งบการตลาดแยกชื่อบัญชีรายสาขาตั้งแต่บาทแรกของสาขาใหม่
ทีม PHYGITAL AGENCY แยกค่าการตลาดของลูกค้าหลายสาขาออกเป็นบัญชีรายสาขาและบัญชีกลาง แล้วส่งตารางสรุปรายเดือนที่เทียบยอดขายกับค่าการตลาดของทุกสาขาในหน้าเดียว

WRITTEN BY
PARANATH PANARATANA
CHAIRMAN OF PHYGITAL AGENCY
ประธานกรรมการบริษัท ฟิจิทัล เอเจนซี จำกัด มีประสบการณ์ดูแลการตลาดที่ผสานโลกจริงและโลกออนไลน์เข้าด้วยกัน ตลอดจนเป็นที่ปรึกษาในการวินิจฉัยธุรกิจ อีกทั้งยังเคยทำงานในสายวิดีโอโปรดักชั่นและภาพยนตร์ไทยอีกด้วย


