โครงคลิปของงานวิจัยนี้ตรงกับข้อจำกัดของ SME ที่มีงบถ่ายวันเดียว ฉากปูเรื่องใช้ซ้ำได้ ส่วนที่ต้องลงทุนเพิ่มคือตอนจบ ถ้าวางบทตั้งแต่แรก ทีมถ่ายตอนจบหลายแบบได้ในกองเดียวกัน โดยใช้นักแสดง ฉาก และไฟชุดเดิม
- ฉากปูเรื่องหนึ่งชุด ถ่ายครั้งเดียว ตัดให้ยาวเท่ากันทุกตอน
- ตอนจบสามแบบ เขียนให้ต่างกันจริง เช่น ปัญหาไม่คลี่คลาย คลี่คลายบางส่วน และคลี่คลายด้วยสินค้าหรือบริการ
- ลำดับปล่อย เรียงแบบที่งานวิจัยใช้ คือจบที่ยังไม่ได้ผลก่อน แล้วค่อยปล่อยตอนที่คลี่คลาย
ทำไมฉากที่ใช้ซ้ำต้องเหมือนเดิมทุกวินาที
ทีมวิจัยตัดฉากวิ่งให้เหมือนกันทั้งสามรอบ และตัดตอนจบทุกแบบให้ยาว 120 วินาทีเท่ากัน เพื่อเทียบสัญญาณร่างกายได้ทีละวินาที รอบละ 240 จุดข้อมูล ถ้าฉากที่ซ้ำถูกตัดต่อใหม่ทุกรอบ ผู้วิจัยจะแยกไม่ออกว่าความลุ้นที่ลดลงมาจากการดูซ้ำหรือจากงานตัดต่อที่เปลี่ยน โฆษณาชุดของธุรกิจก็ใช้หลักเดียวกันได้ ถ้าอยากรู้ว่าตอนจบแบบไหนได้ผล ให้คงฉากปูเรื่องไว้เหมือนเดิมแล้วเปลี่ยนเฉพาะตอนจบ
ควรบอกผู้ชมไหมว่าตอนจบจะเปลี่ยน
งานวิจัยแบ่งผู้เข้าร่วมเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกได้ข้อความว่าผลของเหตุการณ์ในรอบหน้า "อาจเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน" กลุ่มที่สองได้ข้อความว่า "จะเปลี่ยนแน่" คะแนนที่ตอบเองไม่ต่างกัน แต่สัญญาณผิวหนังของกลุ่มแรกลดลงเร็วในรอบที่สองและสาม ส่วนกลุ่มที่สองลดลงบ้างในรอบที่สอง แล้วคงระดับเดิมในรอบที่สาม ผู้วิจัยตีความว่าการรู้ว่าผลจะเปลี่ยนทำให้ผู้ชมไม่แน่ใจว่าจะเปลี่ยนไปทางไหน สำหรับโฆษณาชุด ข้อความสั้น ๆ ว่าตอนหน้าจบไม่เหมือนเดิมจึงน่าทดลองใช้
ควรเว้นระยะปล่อยแต่ละตอนนานเท่าไร
งานวิจัยนี้ยังตอบไม่ได้ เพราะผู้เข้าร่วมดูสามรอบติดกันในการทดลองครั้งเดียว ผู้วิจัยเขียนว่าการดูซ้ำในชีวิตจริงห่างกันเป็นวันหรือเป็นเดือน ช่วงห่างที่นานขึ้นน่าจะทำให้ลืมเนื้อหาและลุ้นได้มากขึ้น แล้วเสนอให้งานต่อไปทดลองช่วงห่าง 10 นาที 1 ชั่วโมง 1 วัน และ 1 สัปดาห์ ธุรกิจที่ปล่อยวิดีโอชุดจึงควรทดสอบช่วงห่างเองกับผู้ชมจริง และจดผลไว้เทียบรอบถัดไป
ต้องวัดอะไรหลังปล่อยแต่ละตอน
ธุรกิจไม่มีเครื่องวัดผิวหนัง แต่ใช้โครงคำถามของงานวิจัยได้ คือถามผู้ชมกลุ่มเล็กหลังดูแต่ละตอนสามข้อ ได้แก่ ลุ้นแค่ไหนช่วงฉากปูเรื่อง ตื่นเต้นแค่ไหน และสนุกกับตอนนี้แค่ไหน แล้วดูว่าคะแนนลุ้นลดลงเร็วกว่าคะแนนสนุกหรือไม่ ถ้าความสนุกตกตามความลุ้น แปลว่าตอนจบที่เปลี่ยนยังต่างกันไม่พอ