ภาพถ่ายที่เห็นใบหน้าบุคคลเป็นข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 กฎหมายฉบับนี้จึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับงานถ่ายภาพกีฬาโดยตรง แต่ไม่ได้เข้ามาในลักษณะห้ามถ่าย หากเข้ามาในลักษณะกำหนดว่าภาพที่ได้นำไปใช้อย่างไรได้บ้าง
มาตรา 4 (3) ระบุว่าพระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ทำการเก็บรวบรวมไว้เฉพาะเพื่อกิจการสื่อมวลชน งานศิลปกรรม หรืองานวรรณกรรมอันเป็นไปตามจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพหรือเป็นประโยชน์สาธารณะเท่านั้น
คำสองคำในวรรคนี้เป็นตัวกำหนดขอบเขตทั้งหมด คำแรกคือ "เฉพาะ" ซึ่งผูกข้อยกเว้นไว้กับวัตถุประสงค์ที่แคบ และคำที่สองคือ "เท่านั้น" ซึ่งปิดท้ายประโยคไว้ไม่ให้ขยายไปถึงการใช้แบบอื่น การรายงานผลการแข่งขันกับการนำภาพนักกีฬาไปเป็นภาพหลักของแคมเปญขายสินค้า จึงเป็นการใช้คนละลักษณะ แม้จะเป็นไฟล์ภาพใบเดียวกัน
วรรคท้ายของมาตราเดียวกันกำหนดต่อว่าผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับยกเว้นตาม (2) ถึง (6) ยังต้องจัดให้มีการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามมาตรฐาน การเข้าข้อยกเว้นจึงไม่เท่ากับไม่ต้องทำอะไรเลยกับไฟล์ภาพที่เก็บไว้
| การนำภาพไปใช้ |
ลักษณะการใช้ |
สิ่งที่ควรมีก่อนใช้ |
| รายงานผลการแข่งขันบนช่องทางของผู้จัดงาน |
เผยแพร่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง |
ข้อตกลงกับผู้จัดงานและการแจ้งผู้เข้าร่วมตั้งแต่สมัคร |
| ภาพชุดสำหรับนักกีฬานำไปใช้เอง |
ส่งมอบให้เจ้าของภาพลักษณ์โดยตรง |
ขอบเขตการใช้ที่ระบุในใบส่งมอบงาน |
| แคมเปญโฆษณาสินค้าของสปอนเซอร์ |
ใช้ภาพบุคคลเพื่อส่งเสริมการขาย |
ความยินยอมเฉพาะเรื่องจากบุคคลในภาพ |
| คลังภาพที่เก็บไว้ใช้ต่อในอนาคต |
เก็บรักษาเพื่อใช้ซ้ำ |
ระยะเวลาเก็บและมาตรการความปลอดภัยของไฟล์ |
ภาพนักกีฬาที่ถ่ายในงานแข่งขันนำไปทำโฆษณาได้เลยหรือไม่?
ไม่ได้เสมอไป มาตรา 4 (3) ของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ยกเว้นเฉพาะการใช้หรือเปิดเผยข้อมูลที่เก็บไว้เพื่อกิจการสื่อมวลชน งานศิลปกรรม หรืองานวรรณกรรมอันเป็นไปตามจริยธรรมวิชาชีพหรือเป็นประโยชน์สาธารณะเท่านั้น การนำภาพบุคคลไปใช้ส่งเสริมการขายสินค้าเป็นการใช้อีกลักษณะหนึ่ง จึงควรมีความยินยอมเฉพาะเรื่องจากบุคคลในภาพ และควรตกลงขอบเขตนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนวันถ่าย