ผู้วิจัยวิเคราะห์เพลง 46 ชิ้นที่กลุ่มฟังเพลงเลือกตอนกำลังโกรธ ทุกเพลงที่ระบุชื่อได้ถูกต้องอยู่ในกลุ่ม extreme music แต่ในเพลงที่มีเนื้อร้อง มีเพียงครึ่งเดียวที่มีเนื้อหาก้าวร้าวหรือเกี่ยวกับความโกรธ ที่เหลือพูดถึงเรื่องอื่น เช่นการถูกแยกจากสังคมและความเศร้า จังหวะของเพลงอยู่ระหว่าง 80 ถึง 181 ครั้งต่อนาที 61% เร็วกว่า 100 ครั้งต่อนาที และมีไม่ถึงหนึ่งในสามคือ 28% ที่ทั้งเร็วและมีเนื้อหาเกี่ยวกับความโกรธ
ผู้เข้าร่วมเล่าถึงการใช้เพลงของตัวเองไว้ด้วย 79% ฟังเพลงสายหนักเพื่อสัมผัสความโกรธให้เต็มที่ 69% ฟังเพื่อให้ตัวเองสงบลงตอนโกรธ 74% ฟังเพื่อให้อารมณ์ดีขึ้นตอนเศร้า 87% ฟังเพื่อเพิ่มความสุข และทุกคนตอบว่าเพลงช่วยให้ชีวิตดีขึ้น
| สิ่งที่ผู้เข้าร่วมตอบ (ตารางที่ 2) |
สัดส่วนที่ตอบว่าใช่ |
| เพลงช่วยให้ชีวิตดีขึ้น |
100% |
| ฟังเพื่อเพิ่มความสุข |
87% |
| ฟังเพื่อสัมผัสความโกรธให้เต็มที่ |
79% |
| ฟังเพื่อให้อารมณ์ดีขึ้นตอนเศร้า |
74% |
| ฟังเพื่อให้สงบลงตอนโกรธ |
69% |
| ฟังเพื่อให้สงบลงตอนวิตกกังวล |
33% |
ผู้วิจัยเขียนข้อจำกัดไว้เองสี่ข้อ ข้อแรก ผลอาจใช้ได้เฉพาะแฟนเพลงสายหนักที่ไม่มีอาการทุกข์ใจ ข้อสอง การทดลองทำในห้องแล็บที่มีแค่ผู้เข้าร่วมกับผู้วิจัย ข้อสาม ประกาศรับสมัครพูดถึง "ประโยชน์ที่อาจเกิด" ของเพลงสายหนัก ซึ่งอาจเผยเป้าหมายของงานและทำให้ผลเอนเอียง ข้อสี่ งานนี้ไม่มีกลุ่มที่ฟังเพลงแนวอื่นให้เทียบ จึงแยกไม่ได้ว่าผลมาจากเพลงแนวนี้หรือจากการฟังเพลงโดยทั่วไป ผู้วิจัยยังเขียนด้วยว่าผลที่กลุ่มผ่อนคลายลงอาจมาจากเวลาที่ผ่านไปหลังการสัมภาษณ์ก็ได้
ผลวิจัยนี้ใช้กับคนฟังเพลงทุกคนได้ไหม
ผลวิจัยนี้ใช้กับคนฟังเพลงทุกคนไม่ได้ Sharman และ Dingle เขียนไว้เองว่าผลอาจเฉพาะกับแฟนเพลงสายหนักที่ไม่มีภาวะทุกข์ใจ และผลต่อคนที่ไม่ใช่แฟนเพลงสรุปไม่ได้ กลุ่มตัวอย่างมี 39 คน ส่วนใหญ่เกิดในออสเตรเลีย ทดลองในห้องแล็บ และไม่มีกลุ่มที่ฟังเพลงแนวอื่นให้เทียบ ผลนี้จึงไม่ควรใช้เป็นคำแนะนำด้านสุขภาพจิต