ทีมวิจัยสร้างโมเดลทำนายว่าคนจะรู้สึกว่าหน้าเว็บซับซ้อนแค่ไหน จากค่าที่คำนวณได้จากภาพหน้าจออย่างเดียว โมเดลสุดท้ายมีค่า R² เท่ากับ .65 เมื่อเทียบกับคะแนนเฉลี่ยที่คนให้ ตัวแปรในโมเดลมีดังนี้
- พื้นที่ข้อความ และพื้นที่ที่ไม่ใช่ข้อความ
- จำนวนส่วนย่อยที่ได้จากการแบ่งพื้นที่ภาพตามช่องว่าง ซึ่งผู้วิจัยมองว่าใกล้กับจำนวนวัตถุบนหน้า
- จำนวนกลุ่มข้อความ
- จำนวนพื้นที่ภาพ
- ค่าความมีสีสันและค่าเฉดสี
ผู้วิจัยรายงานด้วยว่าค่าสมมาตร ความสมดุล และการจัดน้ำหนักรอบจุดกึ่งกลางของภาพ มีความสัมพันธ์กับคะแนนความซับซ้อนแต่อ่อน และไม่ได้อยู่ในโมเดลสุดท้าย
ตัวอย่างที่ผู้วิจัยยกมาช่วยให้เห็นว่าสีกับความซับซ้อนแยกกันอย่างไร หน้าเว็บหน้าหนึ่งพื้นเกือบทั้งหมดเป็นสีขาว แต่มีปุ่มสีสดอยู่กลางจอ คนดูให้คะแนนความมีสีสันเฉลี่ย 5.46 สูงกว่าที่โมเดลทำนายเกือบ 2 คะแนน ขณะที่หน้าเดียวกันได้คะแนนความซับซ้อนเฉลี่ยเพียง 2 ผู้วิจัยสรุปว่าปุ่มสีสดแทบไม่ทำให้คนรู้สึกว่าหน้ารก สีจัดจึงเป็นเครื่องมือที่ใช้สร้างความโดดเด่นได้โดยไม่ต้องเพิ่มความซับซ้อน
ผู้วิจัยยังพบว่าคะแนนความซับซ้อนของคนคนเดียวในสองรอบต่างกันมากกว่าคะแนนความมีสีสันเล็กน้อย (ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลต่าง 0.63 เทียบกับ 0.55) และอธิบายว่าคนดูอาจใช้นิยามความซับซ้อนต่างกันเล็กน้อยในแต่ละรอบ การคุยเรื่องความรกในทีมจึงควรใช้ตัวนับที่ชัด เช่นจำนวนกลุ่มข้อความ แทนคำว่า "รก" หรือ "โล่ง" ที่แต่ละคนเข้าใจไม่ตรงกัน
ตัวแปรเหล่านี้ทำให้ Maximalism กลายเป็นเรื่องที่คุมได้ แบรนด์ไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างเรียบกับจัดเต็ม แต่ตัดสินได้ว่าจะเติมอะไร เช่นเติมลวดลายพื้นหลังโดยไม่เพิ่มจำนวนกลุ่มข้อความ หรือเพิ่มภาพโดยรวมให้เป็นพื้นที่ภาพเดียวแทนหลายพื้นที่ย่อย
ลดความซับซ้อนของหน้าเว็บโดยไม่เสียความเป็นแบรนด์ทำอย่างไร
ลดได้ด้วยการลดจำนวนกลุ่มข้อความและจำนวนพื้นที่ภาพแยกกัน ก่อนลดสีหรือลวดลาย ในงานของ Reinecke และคณะ ตัวแปรที่อยู่ในโมเดลความซับซ้อนคือพื้นที่ข้อความ จำนวนกลุ่มข้อความ จำนวนพื้นที่ภาพ และจำนวนส่วนย่อยของหน้า ส่วนความมีสีสันมีบทบาทต่อความประทับใจแรกน้อยกว่า แบรนด์ที่มีสีจัดเป็นเอกลักษณ์จึงอาจคงสีไว้แล้วรวมข้อความให้เป็นกลุ่มน้อยลงแทน