หน้าอาคารเหล็กหล่อสร้างด้วยวิธีเดียวกับชิ้นส่วนสำเร็จรูปในปัจจุบัน คือหล่อชิ้นส่วนซ้ำจากแม่พิมพ์ แล้วนำไปประกอบที่หน้างาน รายงานเรียกชิ้นส่วนเหล่านี้ว่า "รูปแบบแรกของการผลิตสำเร็จรูป" (an early form of prefabrication) และอธิบายว่าสาระของหน้าอาคารเหล็กหล่อคือการทำให้เป็นมาตรฐาน หน่วยช่องหน้าต่างเดียวกันซ้ำทั้งหน้าอาคาร และรายละเอียดเดียวกันซ้ำข้ามอาคาร
ขั้นตอนที่รายงานบรรยายเริ่มจากช่างเขียนแบบขนาดจริงของชิ้นส่วนหลัก ทำแม่พิมพ์ทราย เทเหล็กหล่อ แล้วขัดแต่ง เสาถูกขันน็อตประกอบกันในโรงงาน ทาสีกันสนิม จากนั้นจึงแยกชิ้น ติดหมายเลข และส่งไปประกอบใหม่ที่ไซต์ James Bogardus สร้างร้านขายยาหน้าเหล็กหล่อทั้งหน้าในปี 1843 ส่วนโรงหล่อ Architectural Iron Works ของ Daniel Badger ออกแคตตาล็อกในปี 1865 ให้ลูกค้าเลือกชิ้นส่วนสำเร็จรูปได้
แคตตาล็อกของ Badger อ้างข้อดีของเหล็กหล่อไว้เจ็ดข้อ ได้แก่ ความแข็งแรง โครงสร้างเบา ติดตั้งง่าย ความงาม ความประหยัด ความทนทาน และการปรับโฉมใหม่ได้ รายงานตรวจข้อมูลจากสำนักงานอาคารของเมืองแล้วพบว่าอาคารหน้าเหล็กและอาคารหินขนาดใกล้กันใช้เวลาสร้างเฉลี่ยราวแปดถึงเก้าเดือนเท่ากัน บางหลังที่เป็นเหล็กเสร็จในสี่ถึงห้าเดือน และค่าก่อสร้างมักใกล้กัน เหตุผลคือทั้งสองแบบสร้างเหมือนกันทุกส่วน ยกเว้นหน้าอาคาร
ข้อที่ยังใช้ได้กับร้านยุคนี้คือข้อสุดท้าย การปรับโฉมทำได้ด้วยการทาสีใหม่ทั้งหน้า ถ้าชิ้นไหนบิดหรือแตก ก็เปลี่ยนเป็นชิ้นจากสต็อกหรือหล่อใหม่จากแม่พิมพ์เดิม รายงานยังเล่าว่าหน้าอาคารร้านค้าชุดหนึ่งจากปี 1849 ถูกถอดประกอบทีละชิ้นในปี 1971 ภายใต้การดูแลของนักวิชาการที่คณะกรรมการประสานงาน เพื่อนำไปตั้งใหม่ใกล้ที่เดิม อาคารแบบนี้จึงออกแบบมาให้ถอด ย้าย และประกอบใหม่ได้ตั้งแต่ต้น
เหล็กหล่อกันไฟได้จริงหรือไม่
ได้ไม่สมบูรณ์ รายงานสรุปไว้อย่างนั้น ผู้ผลิตยุคนั้นโฆษณาว่าบ้านเหล็กหล่อ "กันไฟได้สมบูรณ์" แต่ภายในอาคารเหล่านี้ยังใช้ไม้เป็นส่วนใหญ่ เหล็กหล่อและเหล็กกล้าที่ไม่มีวัสดุหุ้มจะโก่งตัวเมื่ออุณหภูมิไม่สูงนัก และเหล็กหล่อที่ร้อนจะแตกเมื่อโดนน้ำเย็นจากการดับเพลิง รายงานเห็นว่าวิธีป้องกันที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งคือหุ้มโครงเหล็กด้วยอิฐ และต่อมาคือกระเบื้องดินเผากลวงที่แพร่หลายช่วงปลายทศวรรษ 1870