บริษัทวิจัย McCrindle ในออสเตรเลียประกาศชื่อคนรุ่นใหม่ต่อจาก Gen Alpha ในช่วงที่เด็กรุ่นแรกของรุ่นนี้เริ่มเกิด และตัวเลขที่ถูกหยิบไปใช้ต่อมากที่สุดจากประกาศนั้นคือ Gen Beta จะเป็น 16% ของประชากรโลกภายในสิบปีข้างหน้า ตัวเลขนี้ถูกต้องในระดับโลก แต่แบรนด์ไทยที่เอาไปใส่ในแผนสินค้าเด็กหรือสินค้าครอบครัวต้องรู้ว่าพอคำนวณเฉพาะประเทศไทย ด้วยข้อมูลของสหประชาชาติชุดเดียวกัน ตัวเลขเหลือประมาณครึ่งเดียว และถ้าใช้ยอดเกิดที่จดทะเบียนจริงจะต่ำลงอีก ส่วนที่เหลือของบทความไล่ที่มาของตัวเลขทีละชั้น เจ้าของธุรกิจจะได้ชั่งเองว่าควรให้น้ำหนักกับคนรุ่นนี้แค่ไหนในแผนสามถึงห้าปีข้างหน้า
Gen Beta คือใคร ตัวเลข 16% ของโลกเมื่อเทียบกับไทย

KEY TAKEAWAYS
3 ประเด็นMcCrindle บริษัทวิจัยในออสเตรเลียที่ตั้งชื่อ Gen Alpha นิยาม Gen Beta ว่าเป็นคนที่เกิดปี 2025-2039
และคาดว่าในปี 2035 คนรุ่นนี้จะเป็น 16% ของประชากรโลก
ตัวเลข 16% ตรงกับข้อมูลคาดการณ์ World Population Prospects 2024 ของสหประชาชาติเมื่อคิดทั้งโลก
แต่พอคิดเฉพาะประเทศไทยด้วยชุดข้อมูลเดียวกัน สัดส่วนเหลือราว 8.6% หรือประมาณครึ่งหนึ่ง
ยอดเกิดที่สหประชาชาติคาดไว้สำหรับไทยปี 2025 สูงกว่ายอดเกิดที่กรมการปกครองบันทึกจริงในปี 2568 ราว 1.56 แสนคน
แผนธุรกิจที่อ้างขนาดตลาดจึงควรตั้งต้นจากยอดจดทะเบียน
McCrindle นิยาม Gen Beta ว่าเกิดปี 2025-2039 และคาดว่าจะเป็น 16% ของประชากรโลกในปี 2035 เมื่อคำนวณด้วยตัวเลขของสหประชาชาติ สัดส่วนในไทยอยู่ราว 8.6%
นิยามสามบรรทัดของ McCrindle
หน้าบทความ Welcome Gen Beta ของ McCrindle สรุปคนรุ่นนี้ไว้ในสี่บรรทัดแรก คือเกิดระหว่างปี 2025 ถึง 2039 ภายในปี 2035 จะเป็น 16% ของประชากรโลก เป็นลูกของ Gen Y รุ่นหลังกับ Gen Z รุ่นแรก และหลายคนจะมีชีวิตอยู่ถึงศตวรรษที่ 22 บรรทัดที่เหลือของหน้าเป็นการอธิบายชื่อและการคาดการณ์ว่าคนรุ่นนี้จะโตมากับเทคโนโลยีแบบไหน
McCrindle ให้เหตุผลเรื่องชื่อว่าเปลี่ยนมาใช้อักษรกรีกตั้งแต่ Alpha เพื่อบอกว่าคนรุ่นเหล่านี้จะโตในโลกที่ต่างจากเดิมทั้งหมด และเสนอให้ใช้ช่วงปีเกิดคงที่รุ่นละ 15 ปีต่อไปเรื่อย ๆ คือ Alpha 2010-2024 Beta 2025-2039 Gamma 2040-2054 และ Delta 2055-2069 โดยให้เหตุผลว่าช่วงปีที่เท่ากันทำให้นักวิเคราะห์ในอนาคตเปรียบเทียบข้ามประเทศได้ง่ายขึ้น
ทำไมช่วงปีเกิดของ Gen Beta จึงยาว 15 ปีพอดี
เพราะ McCrindle เลือกใช้ช่วงคงที่เป็นหลักการ ไม่ได้กำหนดจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง บทความของ McCrindle เขียนว่าการตั้งชื่อรุ่นรอบเหตุการณ์เดียวทำให้ช่วงปีเกิดคลุมเครือ ส่วนการใช้ปีเกิดที่ตั้งไว้ล่วงหน้ากับชื่อที่ไม่บรรยายลักษณะช่วยให้วิเคราะห์ได้เป็นกลางกว่า ข้อนี้ต่างจากองค์กรที่แบ่งรุ่นตามเหตุการณ์ จึงทำให้ปีเกิดของรุ่นเดียวกันไม่ตรงกันระหว่างแหล่ง ซึ่งเป็นปัญหาที่เห็นชัดในกรณีคนรุ่นคาบเกี่ยวตามบท Zalpha ไทย 4.51 ล้านคน ทยอยถึงอายุจ้างงานได้ปี 2568-2573
ตัวเลขที่ตรวจได้กับตัวเลขที่เป็นการคาดการณ์
ประกาศของ McCrindle มีข้อความสามประเภทปนกันอยู่ และแต่ละประเภทใช้ในแผนธุรกิจได้ไม่เท่ากัน
| ข้อความในประกาศ | ประเภท | ใช้ในแผนธุรกิจอย่างไร |
|---|---|---|
| ช่วงปีเกิดยาว 15 ปี เริ่มพร้อมปีที่ประกาศ | นิยาม | ใช้เป็นป้ายเรียกได้ แต่ต้องบอกทุกครั้งว่าใช้นิยามของใคร |
| 16% ของประชากรโลกในปี 2035 | คาดการณ์ที่ตรวจทวนได้ | ทวนกับข้อมูลประชากรของสหประชาชาติได้ และต้องคำนวณใหม่เมื่อใช้กับประเทศเดียว |
| ลูกของ Gen Y รุ่นหลังกับ Gen Z รุ่นแรก | ข้อสรุปที่ตรวจทวนได้ | ทวนกับอายุเฉลี่ยของแม่ตอนคลอดในแต่ละประเทศ |
| จะโตมากับ AI ระบบอัตโนมัติ และยานยนต์ไร้คนขับ | การคาดการณ์ด้านพฤติกรรม | ยังไม่มีข้อมูลรองรับ เพราะเด็กรุ่นแรกเพิ่งเกิด |
แถวสุดท้ายเป็นส่วนที่รายงานเทรนด์หลายฉบับนำไปขยายต่อมากที่สุด ทั้งที่เป็นส่วนที่ตรวจไม่ได้มากที่สุด McCrindle เองก็ใช้คำว่า "likely" และ "we predict" ในย่อหน้าเหล่านั้น บทความนี้จึงไม่นำการคาดการณ์ด้านนิสัยการซื้อหรือค่านิยมของเด็กที่ยังเป็นทารกมาใช้ และเลือกทำงานกับสองแถวกลางที่ตรวจทวนได้แทน
ตัวเลขจากแบบสอบถามพ่อแม่ในประกาศใช้กับพ่อแม่ไทยได้หรือไม่
ยังใช้ตรง ๆ ไม่ได้ ประกาศของ McCrindle อ้างว่าพ่อแม่ Gen Z 36% เห็นด้วยอย่างยิ่งว่าการจำกัดเวลาหน้าจอของลูกเป็นเรื่องสำคัญ เทียบกับ 30% ของพ่อแม่ Gen Y รุ่นแรก แต่หน้าเดียวกันไม่ได้บอกว่าสำรวจในประเทศไหน ใช้กลุ่มตัวอย่างกี่คน และถามเมื่อไร ธุรกิจไทยที่อยากรู้ทัศนคติของพ่อแม่ไทยต้องหาผลสำรวจที่ระบุวิธีเก็บข้อมูลในประเทศไทย หรือสำรวจลูกค้าของตัวเองโดยตรง
คำนวณสัดส่วน Gen Beta ในไทยด้วยข้อมูลสหประชาชาติ
กองประชากรของสหประชาชาติเผยแพร่ตัวเลขคาดการณ์ประชากรรายประเทศรายปีไว้ในชุด World Population Prospects ฉบับปี 2024 ซึ่งยังเป็นฉบับล่าสุดของชุดนี้ และดาวน์โหลดเป็นไฟล์ได้ ถ้านำยอดเกิดรายปีตั้งแต่ 2025 ถึง 2035 ตามฉากทัศน์กลาง (Medium variant) มารวมกัน แล้วหารด้วยประชากรกลางปี 2035 จะได้สัดส่วนสูงสุดที่ Gen Beta เป็นได้ในปีนั้น เพราะยังไม่หักเด็กที่เสียชีวิตหรือย้ายประเทศออกไป
| พื้นที่ | ยอดเกิดคาดการณ์รวม 11 ปีแรกของรุ่น | ประชากรกลางปีที่ 11 | สัดส่วน |
|---|---|---|---|
| ทั้งโลก | ราว 1,467 ล้านคน | ราว 8,885 ล้านคน | 16.5% |
| ประเทศไทย | ราว 6.09 ล้านคน | ราว 70.54 ล้านคน | 8.6% |
ผลระดับโลกตรงกับตัวเลข 16% ของ McCrindle ซึ่งบอกว่าตัวเลขในประกาศไม่ได้มาจากการเดา ส่วนไทยได้ครึ่งเดียว สาเหตุอ่านได้จากไฟล์เดียวกัน อัตราเจริญพันธุ์รวมของไทยในปีแรกของรุ่นอยู่ที่ราว 1.19 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน เทียบกับค่าเฉลี่ยโลกราว 2.24 และอายุมัธยฐานของประชากรไทยปีเดียวกันอยู่ที่ราว 40.6 ปี เทียบกับโลกราว 30.9 ปี ประเทศที่คนส่วนใหญ่อายุมากขึ้นและมีลูกน้อยลงย่อมมีสัดส่วนเด็กรุ่นใหม่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก
สัดส่วน 8.6% หมายความว่าตลาด Gen Beta ในไทยเล็กเกินไปหรือเปล่า
ไม่ได้หมายความว่าเล็กเกินไป แต่หมายความว่ารายงานที่ใช้ 16% มาคำนวณขนาดตลาดไทยจะได้ตัวเลขเกินจริงเกือบเท่าตัว หกล้านคนในสิบเอ็ดปียังเป็นตลาดขนาดใหญ่สำหรับสินค้าเด็กอ่อน อาหารเด็ก และบริการดูแลเด็ก เพียงแต่แผนที่คิดจากฐานนี้ต้องคาดว่าจำนวนลูกค้าใหม่แต่ละปีจะไม่เพิ่ม และต้องหารายได้ต่อครอบครัวเพิ่มแทนการหาครอบครัวใหม่
ทำไมคำนวณจากยอดเกิดสะสมแทนการใช้ตัวเลขกลุ่มอายุ
เพราะในปีปลายทาง คนที่เกิดปีแรกของรุ่นจะมีอายุ 10 ปี ส่วนคนที่เกิดปีปลายทางเพิ่งเกิด กลุ่มอายุ 0-10 ปีในปีนั้นจึงเท่ากับ Gen Beta พอดี การรวมยอดเกิดสะสมให้ตัวเลขเดียวกับการนับกลุ่มอายุก่อนหักการเสียชีวิต และใช้คอลัมน์ยอดเกิดที่มีอยู่แล้วในไฟล์ตัวชี้วัดประชากรชุดมาตรฐาน วิธีนี้ทำซ้ำได้ด้วยสเปรดชีตธรรมดา ทีมการตลาดจึงเปลี่ยนประเทศหรือเปลี่ยนปีปลายทางเองได้
ยอดเกิดคาดการณ์กับยอดเกิดที่จดทะเบียน
ตัวเลขคาดการณ์ของสหประชาชาติเป็นแบบจำลองที่ปรับจากข้อมูลย้อนหลังของแต่ละประเทศ ไม่ใช่การนับเด็กที่เกิดจริง ไฟล์ชุดเดียวกันคาดยอดเกิดของไทยปี 2025 ไว้ราว 572,371 คน ขณะที่สถิติการเกิดจากระบบทะเบียนของกรมการปกครอง ซึ่งบท Gen Alpha ไทย เด็กเกิดใหม่ลดลงเกือบครึ่งใน 12 ปี ดึงมาไว้แล้ว บันทึกยอดเกิดปี 2568 ไว้ที่ 416,574 คน สองตัวเลขนี้ห่างกันราว 155,797 คน หรือราว 27% ของตัวเลขคาดการณ์
บทความนี้ไม่มีข้อมูลที่อธิบายได้ว่าส่วนต่างเกิดจากอะไร แหล่งทั้งสองไม่ได้ให้คำอธิบายไว้ในข้อมูลที่ใช้ แต่สิ่งที่ธุรกิจทำได้คือเลือกฐานให้ตรงกับคำถาม ถ้าคำถามคือ "ปีหน้ามีเด็กเกิดใหม่ในไทยกี่คน" ยอดจดทะเบียนล่าสุดใกล้ความจริงกว่า ถ้าคำถามคือ "ไทยเทียบกับประเทศอื่นอย่างไร" ตัวเลขของสหประชาชาติใช้เกณฑ์เดียวกันทุกประเทศ จึงเหมาะกับการเปรียบเทียบมากกว่า
ถ้าใช้ยอดจดทะเบียนแทน สัดส่วน Gen Beta ในไทยจะเหลือเท่าไร
ลองคิดแบบง่ายว่ายอดเกิดทุกปีตั้งแต่ 2568 ถึง 2578 เท่ากับปี 2568 คือปีละ 416,574 คน จะได้รวมราว 4.58 ล้านคน หารด้วยประชากรไทยกลางปีปลายทางตามตัวเลขของสหประชาชาติ ได้ราว 6.5% ตัวเลขนี้เป็นฉากทัศน์ที่คำนวณเพื่อให้เห็นช่วง ไม่ใช่การคาดการณ์ของหน่วยงานใด และถ้ายอดเกิดยังลดต่อทุกปีเหมือนช่วงที่ผ่านมา สัดส่วนจริงจะต่ำกว่านี้อีก
พ่อแม่ของ Gen Beta ไทยอายุเท่าไร
ข้อความของ McCrindle ว่า Gen Beta เป็นลูกของ Gen Y รุ่นหลังกับ Gen Z รุ่นแรก ทวนได้ด้วยคอลัมน์อายุเฉลี่ยของแม่ตอนคลอด (mean age at childbearing) ในไฟล์เดียวกัน ค่าของไทยปี 2025 อยู่ที่ราว 28.5 ปี และขยับเป็นราว 29.7 ปีในปี 2039 แม่ที่อายุ 28-29 ปีในช่วงนั้นเกิดราวปี 1996-2010 ตามลำดับ ถ้านับรุ่นละ 15 ปีย้อนกลับจากช่วงที่ McCrindle ใช้กับ Alpha และ Beta จะได้ Gen Z เป็นคนเกิดปี 1995-2009 และ Gen Y เป็นคนเกิดปี 1980-1994 ช่วงต้นของ Gen Beta จึงมีแม่อายุเฉลี่ยอยู่บริเวณรอยต่อ Gen Y กับ Gen Z และค่อย ๆ เลื่อนเข้าไปใน Gen Z ตรงกับที่ McCrindle เขียนไว้
ตัวเลขอีกตัวในไฟล์ที่ธุรกิจสินค้าเด็กควรรู้คือยอดเกิดจากแม่อายุ 15-19 ปี ซึ่งสหประชาชาติคาดไว้ราว 49,520 คนในปีเดียวกัน หรือราว 8.7% ของยอดเกิดคาดการณ์ทั้งปี ครอบครัวกลุ่มนี้มีงบและช่องทางซื้อต่างจากครอบครัวที่พ่อแม่อายุสามสิบ แผนสินค้าที่มองพ่อแม่ Gen Beta เป็นกลุ่มเดียวจึงพลาดความต่างนี้
รู้รุ่นของพ่อแม่แล้ว ธุรกิจใช้ข้อมูลนี้ได้อย่างไร
ใช้ได้กับการเลือกช่องทางและข้อความ ไม่ใช่กับการเดาพฤติกรรมของเด็ก คนที่ตัดสินใจซื้อสินค้าเด็กอ่อนในอีกห้าปีข้างหน้าคือพ่อแม่อายุปลายยี่สิบถึงสามสิบต้น ๆ ซึ่งธุรกิจศึกษาพฤติกรรมได้วันนี้จากลูกค้าจริงของตัวเอง ส่วนป้าย Gen Beta ใช้บอกช่วงปีเกิดของลูกเท่านั้น ข้อถกเถียงเรื่องความเหมาะสมของการใช้ป้ายรุ่นในงานวิจัยมีรายละเอียดในป้ายเจนเนอเรชันยังใช้ได้ไหม เงื่อนไขสี่ข้อของ Pew ปี 2566 ซึ่งเล่าเหตุผลของทั้งฝ่ายที่เลิกใช้และฝ่ายที่ยังใช้
สามคำถามก่อนใส่ Gen Beta ในแผนสินค้า
เจ้าของแบรนด์ที่ได้รับรายงานเทรนด์ซึ่งพูดถึง Gen Beta ตรวจรายงานนั้นได้ด้วยคำถามสามข้อ ก่อนนำตัวเลขใดไปตั้งเป้าหรือของบประมาณ
- ตัวเลขนี้เป็นของโลกหรือของประเทศที่เราขาย ถ้าเป็นของโลก ให้คำนวณใหม่ด้วยยอดเกิดและประชากรของประเทศไทย ซึ่งทำได้จากไฟล์ของสหประชาชาติชุดเดียวกัน
- ฐานของขนาดตลาดมาจากแบบจำลองหรือจากการจดทะเบียน แผนยอดขายรายปีควรใช้ยอดเกิดที่จดทะเบียนล่าสุด และปรับทุกปีเมื่อกรมการปกครองเผยแพร่ตัวเลขใหม่
- ข้อความไหนเป็นการคาดการณ์พฤติกรรม ประโยคที่บอกว่าเด็กรุ่นนี้จะชอบหรือจะเชื่ออะไร ยังไม่มีข้อมูลรองรับ ควรแยกออกจากส่วนที่ใช้ตั้งเป้าตัวเลข
ถ้ารายงานไม่บอกแหล่งที่มาของตัวเลขเลย ควรทำอย่างไร
ให้ถือว่าตัวเลขนั้นยังใช้ตั้งเป้าไม่ได้จนกว่าจะหาต้นทางเจอ ตัวเลขเจนเนอเรชันหลายตัวถูกส่งต่อกันจากบทความหนึ่งไปอีกบทความหนึ่งจนไม่เหลือร่องรอยของผู้วัด การค้นหาข้อความเดิมจากประกาศของผู้ตั้งนิยาม แล้วทวนกับข้อมูลประชากรของหน่วยงานรัฐหรือสหประชาชาติ ใช้เวลาไม่มาก แต่ป้องกันไม่ให้แผนทั้งปีตั้งอยู่บนตัวเลขที่ไม่มีใครรับผิดชอบ
บทถัดไปในชุดเดียวกันพูดถึงของสะสมดิจิทัลที่แบรนด์ใช้ขายแฟนคลับ อ่านต่อได้ในNFT ปี 2569 คำโปรยที่ทำให้ ก.ล.ต. สหรัฐนับเป็นหลักทรัพย์
สรุป
McCrindle นิยาม Gen Beta ว่าเป็นคนที่เกิดปี 2025-2039 คาดว่าจะเป็น 16% ของประชากรโลกในปี 2035 และเป็นลูกของ Gen Y รุ่นหลังกับ Gen Z รุ่นแรก เมื่อคำนวณด้วยข้อมูล World Population Prospects 2024 ของสหประชาชาติ ตัวเลขโลกได้ราว 16.5% ตรงกับประกาศ แต่ตัวเลขของไทยได้ราว 8.6% เพราะอัตราเจริญพันธุ์ของไทยราว 1.19 ต่ำกว่าโลกเกือบครึ่ง ยอดเกิดที่สหประชาชาติคาดไว้สำหรับไทยปี 2025 ราว 572,371 คน สูงกว่ายอดจดทะเบียนปี 2568 ที่ 416,574 คนราว 27% และถ้าใช้ยอดจดทะเบียนเป็นฐาน สัดส่วนจะเหลือราว 6.5% หรือต่ำกว่า อายุเฉลี่ยของแม่ไทยตอนคลอดราว 28.5 ปีในปี 2025 ยืนยันว่าพ่อแม่ของคนรุ่นนี้อยู่บริเวณรอยต่อ Gen Y กับ Gen Z ธุรกิจที่วางแผนสินค้าเด็กจึงควรใช้ตัวเลขของประเทศไทย ตั้งต้นจากยอดจดทะเบียน และศึกษาพ่อแม่ซึ่งเป็นผู้ซื้อตัวจริง แทนการคาดเดานิสัยของเด็กที่เพิ่งเกิด
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ตามนิยามของ McCrindle คือคนที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2568 จนถึงปี พ.ศ. 2582 ต่อจาก Gen Alpha ซึ่งเป็นรุ่นก่อนหน้าที่มีช่วงปีเกิดยาว 15 ปีเท่ากัน
McCrindle บริษัทวิจัยสังคมในออสเตรเลีย ซึ่งเป็นผู้ตั้งชื่อ Gen Alpha มาก่อน และเสนอให้ใช้อักษรกรีกเรียงต่อไปเป็น Gamma และ Delta
เชื่อได้ในระดับโลก เมื่อรวมยอดเกิดคาดการณ์ของสหประชาชาติปี 2025-2035 แล้วหารด้วยประชากรโลกในปีสุดท้ายของช่วงนั้น ได้ราว 16.5% ส่วนประเทศไทยได้ราว 8.6% จึงยกตัวเลขโลกมาใช้กับตลาดไทยไม่ได้
ตัวเลขของสหประชาชาติเป็นแบบจำลองที่ใช้เกณฑ์เดียวกันทุกประเทศ ส่วนยอดจดทะเบียนของกรมการปกครองนับจากการแจ้งเกิด ปีแรกของรุ่นสองแหล่งห่างกันราว 1.56 แสนคน การประมาณขนาดตลาดในไทยควรตั้งต้นจากยอดจดทะเบียน
ลูกค้าจริงของสินค้า Gen Beta ในวันนี้คือพ่อแม่ ธุรกิจเริ่มได้ด้วยการศึกษาพ่อแม่อายุปลายยี่สิบถึงสามสิบต้น ๆ ที่มีลูกเล็ก ไม่จำเป็นต้องรอข้อมูลพฤติกรรมของเด็ก
PHYGITAL INSIGHT
บริการที่เกี่ยวข้อง
ให้ PHYGITAL AGENCY ช่วยต่อยอดเรื่องนี้สู่ผลลัพธ์จริง
ขนาดตลาดสินค้าเด็กในแผนปีหน้าอ้างยอดเกิดที่จดทะเบียนจริง
ทีม PHYGITAL AGENCY คำนวณขนาดกลุ่มลูกค้าจากยอดเกิด ประชากร และข้อมูลลูกค้าของธุรกิจเอง พร้อมระบุแหล่งและวิธีคิดของทุกตัวเลข ให้เจ้าของแบรนด์ใช้ตั้งเป้าและวางงบได้โดยไม่ต้องพึ่งตัวเลขเฉลี่ยของโลก

WRITTEN BY
PARANATH PANARATANA
CHAIRMAN OF PHYGITAL AGENCY
ประธานกรรมการบริษัท ฟิจิทัล เอเจนซี จำกัด มีประสบการณ์ดูแลการตลาดที่ผสานโลกจริงและโลกออนไลน์เข้าด้วยกัน ตลอดจนเป็นที่ปรึกษาในการวินิจฉัยธุรกิจ อีกทั้งยังเคยทำงานในสายวิดีโอโปรดักชั่นและภาพยนตร์ไทยอีกด้วย


