Omnisend พบว่าอีเมลอัตโนมัติไม่กี่ชุดทำยอดส่วนใหญ่ อีเมลเตือนตะกร้ากับอีเมลต้อนรับรวมกันทำยอดสั่งซื้อร้อยละ 76 ของยอดทั้งหมดที่มาจากอีเมลอัตโนมัติ ร้านที่ยังไม่มีอีเมลอัตโนมัติเลยจึงไม่ต้องตั้งสิบชุดพร้อมกัน สองชุดนี้ให้ผลส่วนใหญ่แล้ว
ลำดับต้อนรับคืออีเมลที่ส่งหลังลูกค้าสมัครรับข่าวสารหรือสมัครสมาชิก หน้าที่ของมันคือบอกว่าร้านขายอะไร ต่างจากร้านอื่นตรงไหน และพาไปดูสินค้าที่เหมาะกับคนเพิ่งรู้จักร้าน ลำดับตะกร้าคืออีเมลที่ส่งเมื่อลูกค้าใส่สินค้าลงตะกร้าแล้วออกจากเว็บก่อนจ่ายเงิน หน้าที่ของมันคือพากลับไปที่ตะกร้าเดิม และตอบข้อกังวลที่มักทำให้คนหยุด เช่น ค่าส่ง ระยะเวลาจัดส่ง หรือการเปลี่ยนไซซ์
สองลำดับนี้ต้องใช้ระบบร้านที่ส่งข้อมูลการกระทำของลูกค้าให้ระบบอีเมลได้ ร้านที่ใช้แพลตฟอร์มร้านค้าสำเร็จรูปส่วนใหญ่มีตัวเชื่อมให้แล้ว ส่วนร้านที่ทำเว็บเองต้องให้ผู้พัฒนาส่งเหตุการณ์ใส่ตะกร้ากับเหตุการณ์ชำระเงินไปที่ระบบอีเมล
ลำดับที่สามควรเป็นอะไร
ขึ้นกับสินค้าของร้าน รายงานพบว่าอีเมลแจ้งสินค้ากลับเข้าสต็อกมีอัตราการซื้อสูงที่สุดในบรรดาอีเมลอัตโนมัติทุกประเภท ที่ร้อยละ 6.46 ร้านที่สินค้าหมดบ่อย เช่น ร้านเสื้อผ้าที่ผลิตเป็นล็อต เหมาะกับลำดับนี้ ส่วนอีเมลวันเกิดมีมูลค่าต่อคำสั่งซื้อเฉลี่ย 744.37 ดอลลาร์ สูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งระบบเกินสี่เท่า ร้านที่เก็บวันเกิดของสมาชิกไว้แล้วจึงลองลำดับนี้ได้ ส่วนร้านที่ไม่มีทั้งสองข้อมูลควรกลับไปทำสองลำดับแรกให้ดีก่อน
ควรเพิ่ม SMS หรือการแจ้งเตือนแบบพุชตอนไหน
รายงานฉบับเดียวกันพบว่าจำนวน SMS ที่ร้านค้าส่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 40 ในปี 2568 และ SMS อัตโนมัติทำรายได้เฉลี่ย 0.74 ดอลลาร์ต่อข้อความ เทียบกับ 0.15 ดอลลาร์ของ SMS แบบส่งเป็นรอบ ส่วนการแจ้งเตือนแบบพุชที่ส่งอัตโนมัติมีอัตราการซื้อต่อคลิกเพิ่มจากร้อยละ 13.9 เป็นร้อยละ 22.9 ตัวเลขชุดนี้ชี้ไปทางเดียวกับอีเมล คือข้อความที่ส่งตามการกระทำของลูกค้าให้ผลดีกว่าข้อความที่ส่งพร้อมกันทุกคน
สำหรับร้านเล็ก ช่องทางเหล่านี้ควรมาหลังจากลำดับอีเมลสองชุดแรกทำงานได้แล้ว เพราะ SMS มีค่าส่งต่อข้อความ และการแจ้งเตือนแบบพุชต้องให้ลูกค้าติดตั้งแอปหรือกดอนุญาตในเบราว์เซอร์ก่อน รายงานยังเตือนว่าการอัปเดตระบบปฏิบัติการในไตรมาสสี่ทำให้ตัวเลขคลิกของ SMS สูงเกินจริง ซึ่งน่าจะมาจากบอต ตัวเลขคลิกของ SMS ช่วงปลายปีจึงควรอ่านอย่างระวัง