Wigley แยกงานในนิทรรศการออกจากงานที่แค่ทำให้อาคารดูพัง เขาเขียนว่าคำว่า deconstruction มักถูกเข้าใจผิดว่าคือการรื้อสิ่งก่อสร้าง ทำให้งานออกแบบที่ดูเหมือนแยกโครงสร้างออกจากกันถูกเรียกว่า deconstructive ไปหมด สำหรับงานในนิทรรศการ Wigley ระบุว่าเกิดจากขนบของสถาปัตยกรรมเอง และบังเอิญมีคุณสมบัติบางอย่างที่คล้ายปรัชญานั้น
ประโยคที่ใช้วินิจฉัยได้ดีที่สุดในเรียงความคือ "สถาปนิกแนว deconstructive ไม่ใช่คนรื้ออาคาร แต่เป็นคนที่หาปมที่ซ่อนอยู่ในอาคาร" Wigley เปรียบว่าสถาปนิกพารูปทรงบริสุทธิ์ขึ้นเตียงของจิตแพทย์ แล้วหาอาการของความไม่บริสุทธิ์ที่ถูกกดไว้ข้างใน
| สิ่งที่ Wigley แยกไว้ |
วิธีทำ |
ผลตามเรียงความ |
| รบกวนจากภายนอก |
หัก เฉือน แยกชิ้น หรือเจาะอาคาร |
ได้ "ผลแบบตกแต่ง" และภาพของอันตรายที่ไม่ใช่อันตรายจริง |
| รบกวนจากภายใน |
ใส่ความบิดไว้ในโครงสร้างและการก่อสร้าง |
รูปทรงยังอยู่ครบ และดูแข็งแรงขึ้นจากการถูกบิด |
การบิดจากภายนอกกับจากภายในต่างกันอย่างไร
ต่างกันที่ว่าความบิดเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างหรือไม่ Wigley เขียนว่าการหัก เฉือน หรือเจาะรูปทรงจากภายนอกเป็นแค่การทำให้เสียหาย ผลที่ได้คือความสวยงามของอันตรายที่ไม่ได้คุกคามรูปทรงจริง ส่วนงานในนิทรรศการใส่ความบิดไว้ในโครงสร้าง เขาเปรียบว่าการตัดส่วนที่บิดออกเท่ากับทำลายตัวอาคารไปด้วย เขาย้ำว่าอาคารเหล่านี้ "แข็งแรงมาก" เพียงแต่จัดความแข็งแรงในแบบที่คนไม่คุ้น จึง "น่าหวาดเสียวในเชิงโครงสร้าง" แม้จะมั่นคงดี
Wigley ยังพลิกหลักคิดเรื่องหน้าที่ใช้สอย สถาปนิกสมัยใหม่ถือว่ารูปทรงต้องตามหน้าที่ ส่วนงานในนิทรรศการบิดรูปทรงก่อน แล้วจึงวางการใช้งานลงไป เขาเรียกลำดับนี้ว่า "หน้าที่ตามการบิดรูป" (function follows deformation) และเห็นว่ามุมที่เกิดจากการบิดให้เงื่อนไขเฉพาะจุดที่ซับซ้อน ซึ่งเข้ากับความซับซ้อนของการใช้งานจริงมากกว่ารูปทรงเรียบ
ความบิดตามเรียงความยังไปถึงเส้นแบ่งระหว่างข้างในกับข้างนอก Wigley เขียนว่าแต่ละโครงการหยิบบางส่วนของบริบทรอบตัวมารบกวนส่วนที่เหลือ ในโครงการหนึ่งตึกสูงถูกวางนอนตะแคง ในอีกโครงการหนึ่งสะพานถูกยกขึ้นเป็นหอคอย ผนังของอาคารเหล่านี้ไม่มีหน้าต่างธรรมดาที่เจาะเป็นช่องสม่ำเสมอ ผนังถูกแยกและพับจนความรู้สึกว่าอยู่ในห้องที่ปิดล้อมเริ่มสั่นคลอน เขาเขียนว่าผลที่ได้คือแรงตึงที่เพิ่มขึ้น ซึ่งต่างจากความโปร่งโล่งของผังเปิดในงานสมัยใหม่