การประหยัดไฟของโหมดมืดขึ้นกับความสว่างของจอมากกว่าสีที่เลือก ข่าวของ Elmore Family School of Electrical and Computer Engineering, Purdue University ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2564 สรุปงานของ Pranab Dash และ Charlie Hu ที่นำเสนอในการประชุม MobiSys 2021 ของ ACM ทีมวัดกิจกรรม 60 วินาทีในแอปที่มีผู้ดาวน์โหลดมากที่สุด 6 ตัวบน Google Play บนโทรศัพท์ Pixel 2, Moto Z3, Pixel 4 และ Pixel 5
| ความสว่างของจอ |
ไฟที่ประหยัดได้เมื่อเปลี่ยนเป็นโหมดมืด (เฉลี่ย) |
| 30-50% |
3-9% |
| 100% |
39-47% |
ทีมระบุว่าการตั้งความสว่างอัตโนมัติมักทำให้จออยู่ราว 30-40% เมื่ออยู่ในอาคาร ตามข้อสังเกตของทีม การใช้งานในอาคารจึงใกล้กับแถวแรก ส่วนแถวที่สองเกิดเมื่อใช้โทรศัพท์กลางแดดที่จอเร่งความสว่างเต็มที่
ตัวเลข 39-47% ใช้อ้างในงานการตลาดได้หรือไม่
ใช้ได้ถ้าระบุเงื่อนไขครบ คือเป็นค่าเฉลี่ยของจอ OLED ที่ความสว่าง 100% จากโทรศัพท์ Android 4 รุ่นและแอป 6 ตัว ประโยคอย่าง "เว็บพื้นดำประหยัดแบตเตอรี่ได้เกือบครึ่ง" ตัดเงื่อนไขออกทั้งหมดและขัดกับข้อสรุปหลักของทีมวิจัยเอง ซึ่งเขียนว่าโหมดมืดไม่น่าจะสร้างความต่างมากนักกับการใช้งานประจำวันของคนส่วนใหญ่
ข้อค้นพบอีกข้อที่มีประโยชน์กับการออกแบบคือ Pranab Dash เก็บข้อมูลเพิ่มหลังงานวิจัย และพบว่าแอป Google News บน Pixel 5 ในโหมดสว่างที่ความสว่าง 20% ใช้ไฟเท่ากับโหมดมืดที่ความสว่าง 50% หน้าจอพื้นดำจึงเปิดให้ผู้ใช้เพิ่มความสว่างเพื่ออ่านให้ชัดขึ้นได้โดยไม่เสียแบตเตอรี่มากกว่าเดิม
นักพัฒนาวัดไฟที่หน้าจอของแอปตัวเองใช้ได้อย่างไร
ข่าวของ Purdue ระบุว่าฟีเจอร์แสดงการใช้แบตเตอรี่ของ Android ไม่คิดผลของเนื้อหาบนจอ ตัวเลขในหน้าการตั้งค่าจึงไม่สะท้อนผลของโหมดมืด ทีมวิจัยพัฒนาเครื่องมือชื่อ Per-Frame OLED Power Profiler (PFOP) ที่ประเมินไฟของจอ OLED ทีละเฟรมจากแบบจำลองการใช้ไฟของพิกเซล มหาวิทยาลัยยื่นขอสิทธิบัตรเทคโนโลยีนี้และเปิดให้ขอใช้สิทธิ์ได้ Charlie Hu ให้สัมภาษณ์ในข่าวเดียวกันว่าอุตสาหกรรมรีบใช้โหมดมืดก่อนมีเครื่องมือวัดไฟของพิกเซลที่แม่นยำ สำหรับทีมทำแอปทั่วไป ข้อนี้แปลว่าการอ้างตัวเลขประหยัดไฟของแอปตัวเองต้องมีการวัดรองรับ ไม่ควรยกตัวเลขของงานวิจัยไปใช้แทน