คำถามคำตอบของคณะกรรมาธิการยุโรประบุว่ากรอบกฎหมายนี้ใช้กับผู้ที่อยู่นอกสหภาพยุโรปด้วย ตราบใดที่ระบบ AI ถูกนำออกสู่ตลาดสหภาพยุโรป ถูกใช้ในสหภาพยุโรป หรือการใช้ระบบมีผลต่อคนที่อยู่ในสหภาพยุโรป และใช้กับมาตรา 4 ด้วย
| สถานการณ์ของบริษัทไทย |
มาตรา 4 เกี่ยวข้องไหม |
| ขายซอฟต์แวร์ที่มี AI ให้ลูกค้าในยุโรป |
เกี่ยวข้อง ในฐานะผู้ให้บริการระบบ |
| ใช้แชตบอตตอบลูกค้าที่อยู่ในยุโรป |
อาจเกี่ยวข้อง ในฐานะผู้ใช้ระบบที่มีผลต่อคนในสหภาพยุโรป |
| ใช้เครื่องมือ AI ช่วยงานภายในกับลูกค้าในไทยเท่านั้น |
ไม่เข้าเงื่อนไขพื้นที่ที่คำถามคำตอบระบุ |
ฝั่งไทย สพธอ. (ETDA) ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลฯ เปิดรับฟังความเห็นต่อ (ร่าง) หลักการของกฎหมายว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ ถึง 24 มิถุนายน 2568 โดยเน้นการกำกับการใช้ AI ที่มีความเสี่ยงสูง เอกสารนี้เป็นร่างหลักการ ไม่ใช่กฎหมายที่มีผลบังคับ
ผู้ให้บริการกับผู้ใช้ระบบ AI ต่างกันอย่างไร
ผู้ให้บริการ (provider) คือผู้ที่พัฒนาระบบ AI หรือสั่งให้พัฒนา แล้วนำออกขายหรือเปิดให้ใช้ในชื่อของตัวเอง ส่วนผู้ใช้ (deployer) คือองค์กรที่นำระบบของคนอื่นมาใช้ในงานของตัวเอง บริษัทไทยส่วนใหญ่อยู่ฝั่งผู้ใช้ เช่น ซื้อบริการแชตบอตหรือเครื่องมือเขียนข้อความมาใช้กับลูกค้า มาตรา 4 ใช้กับทั้งสองฝั่ง แต่หน้าที่อื่นในกฎหมายฉบับเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องระบบความเสี่ยงสูง ตกกับผู้ให้บริการมากกว่า คำถามข้อ b ในสี่คำถามที่คณะกรรมาธิการแนะนำ จึงให้องค์กรตอบก่อนว่าตัวเองอยู่ฝั่งไหน
ธุรกิจที่ใช้ AI ตอบลูกค้าควรเริ่มเตรียมอะไร
เริ่มจากแจ้งลูกค้าตั้งแต่ข้อความแรกว่าผู้ตอบเป็นเครื่อง พร้อมบอกวิธีขอคุยกับพนักงาน เหตุผลจากฝั่งลูกค้าอยู่ในCall Center กับ AI ลูกค้า 64% ไม่อยากให้บริษัทใช้ AI ตอบ ธุรกิจการเงินและประกันภัยที่อยู่ใต้หน่วยงานกำกับของไทย ควรตรวจแนวปฏิบัติเรื่อง AI ของหน่วยงานตัวเองประกอบด้วย