Seller Centre มีแคมเปญให้เลือกสองแบบ แคมเปญของร้านค้าใช้อัตราเดียวกับสินค้าทั้งร้านหรือสินค้าที่เลือก และพาร์ทเนอร์ทุกคนเห็นได้ ส่วนแคมเปญกลุ่มเป้าหมายให้ร้านเลือกพาร์ทเนอร์หรือนักไลฟ์ที่อยากร่วมงาน เลือกสินค้าเฉพาะ และตั้งอัตราต่างจากแคมเปญของร้าน หน้า AMS ระบุว่าเมื่อคำสั่งซื้อเข้าเงื่อนไขทั้งสองแคมเปญ ระบบให้ความสำคัญกับอัตราของแคมเปญกลุ่มเป้าหมายก่อนเสมอ แคมเปญเริ่มทำงานทันทีหลังตั้งค่าเสร็จ
ข้อที่ต้องคิดให้จบก่อนกดยืนยันคือ หลังแคมเปญขึ้นสถานะกำลังดำเนินการแล้ว ร้านลดอัตราลงไม่ได้ Shopee ให้เหตุผลว่าเพื่อไม่ให้พาร์ทเนอร์สับสน ร้านที่ตั้ง 8% แล้วอยากลดเป็น 7% ทำไม่ได้ ปรับขึ้นได้อย่างเดียว หรือสร้างแคมเปญใหม่ที่อัตราสูงกว่าเดิม
ตั้งอัตราต่ำไว้ก่อนแล้วค่อยขึ้นทีหลังดีไหม
ได้ในแง่กติกา แต่มีต้นทุนแฝง หน้า AMS เตือนว่าร้านที่ราคาสินค้าเฉลี่ยไม่สูงและตั้งเปอร์เซ็นต์ต่ำ อาจไม่มีพาร์ทเนอร์เลือกสินค้าไปโปรโมตเลย เพราะรายได้ต่อชิ้นของพาร์ทเนอร์น้อยเกินไป Shopee แนะนำให้ใช้อัตราที่ระบบแนะนำตามหมวดสินค้า และเพิ่มอัตราช่วงแคมเปญใหญ่อย่าง Mega หรือ Mid-month วิธีที่ใช้ข้อมูลของร้านเองคือเริ่มจากอัตราแนะนำกับสินค้าไม่กี่ตัว ดูจำนวนพาร์ทเนอร์ที่หยิบสินค้าไปภายในสองสัปดาห์ แล้วค่อยตัดสินว่าจะขยายไปทั้งร้านหรือไม่
รายได้ของพาร์ทเนอร์มาจากร้านอย่างเดียวไหม
ไม่ใช่ Shopee จ่ายค่าตอบแทนของตัวเองให้พาร์ทเนอร์ด้วย ตารางอัตราค่าตอบแทนของ Shopee ที่มีผลตั้งแต่ 20 เมษายน 2569 กำหนดให้พาร์ทเนอร์บุคคลธรรมดาได้ 2% สำหรับคำสั่งซื้อทางตรง และ 0.6% สำหรับทางอ้อม ในกลุ่มลูกค้าปัจจุบัน สูงสุด 225 บาทต่อคำสั่งซื้อ อัตรานี้ร้านไม่ได้จ่าย พาร์ทเนอร์จะเห็นรายได้รวมจากทั้งสองทาง ร้านที่ตั้งอัตราของตัวเองสูงกว่าร้านคู่แข่งในหมวดเดียวกัน จึงดึงพาร์ทเนอร์ได้จากส่วนต่างของอัตราที่ร้านตั้ง ไม่ใช่จากส่วนของ Shopee
สินค้าตัวอย่างแบบคืนเงินได้ต่างจากแจกฟรีอย่างไร
Seller Centre มีข้อเสนอสินค้าให้พาร์ทเนอร์สองแบบ แบบแจกฟรีร้านส่งสินค้าให้พาร์ทเนอร์ที่เลือกไปรีวิว ส่วนแบบคืนเงินได้ พาร์ทเนอร์ต้องซื้อสินค้าก่อน แล้วโปรโมตให้ได้จำนวนคำสั่งซื้อขั้นต่ำที่ร้านตั้งไว้ ถ้าทำถึงจึงได้เงินค่าสินค้าคืน ถ้าไม่ถึงร้านไม่ต้องคืนเงิน แบบหลังเหมาะกับสินค้าราคาสูงที่ร้านไม่อยากแจกให้คนที่ไม่ได้ช่วยขาย