ค่าสหสัมพันธ์บอกว่าตัวเลขสองชุดขึ้นลงไปด้วยกันแค่ไหน ค่าใกล้ 0 แปลว่าแทบไม่เกี่ยวกัน ค่าใกล้ 1 แปลว่าขึ้นไปด้วยกัน และค่าติดลบแปลว่าตัวหนึ่งขึ้นอีกตัวลง ผู้วิจัยแบ่งระดับไว้ว่า 0.00-0.25 อ่อนมาก 0.26-0.49 อ่อน 0.50-0.69 ปานกลาง และตั้งแต่ 0.70 ขึ้นไปสูง
| ตัวชี้วัดการวิ่ง |
กองหลัง |
กองกลาง |
กองหน้า |
ทุกคนรวมกัน |
| ระยะวิ่งรวม |
ไม่มีนัยสำคัญ |
ไม่มีนัยสำคัญ |
ไม่มีนัยสำคัญ |
0.149 |
| ระยะที่ความเร็ว 20-25 กม./ชม. |
ไม่มีนัยสำคัญ |
0.302 |
ไม่มีนัยสำคัญ |
0.139 |
| ระยะที่ความเร็วเกิน 25 กม./ชม. |
ไม่มีนัยสำคัญ |
0.369 |
ไม่มีนัยสำคัญ |
0.160 |
| จำนวนครั้งที่วิ่งเร็วสุดกำลัง |
ไม่มีนัยสำคัญ |
0.367 |
ไม่มีนัยสำคัญ |
0.147 |
| ความเร็วสูงสุด |
0.155 |
0.304 |
ไม่มีนัยสำคัญ |
0.194 |
ข้อมูลการวิ่งมาจากไหน
มาจากเว็บไซต์ FIFA Training Centre ซึ่ง FIFA บันทึกการเคลื่อนที่ของนักเตะในการแข่งขันด้วยระบบกล้องหลายตัว TRACAB งานวิจัยอ้างงานก่อนหน้าว่าระบบนี้มีความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยราว 2% ในการวัดระยะ ข้อมูลแบ่งระยะวิ่งเป็นห้าช่วงความเร็ว ตั้งแต่เดิน 0-7 กม./ชม. วิ่งเหยาะ 7-15 วิ่ง 15-20 วิ่งเร็ว 20-25 จนถึงวิ่งเต็มกำลังที่เกิน 25 กม./ชม. นักเตะในกลุ่มนี้วิ่งรวมเฉลี่ย 10,479.99 เมตรต่อเกม และความเร็วสูงสุดเฉลี่ย 31.35 กม./ชม.
ทำไมผู้วิจัยตัดผู้รักษาประตูและคนที่เล่นไม่ครบเกมออก
เพื่อให้เทียบกันได้ ผู้วิจัยอธิบายว่าเวลาลงเล่นและตำแหน่งทำให้ระยะวิ่งต่างกันมาก จึงนับเฉพาะนักเตะในสนามที่เล่นครบ 90 นาทีในเกมที่ไม่มีต่อเวลา และตัดผู้รักษาประตูออกเพราะงานทางกายต่างจากตำแหน่งอื่น คนที่เล่นหลายเกมใช้ค่าเฉลี่ยของทุกเกมที่เข้าเกณฑ์
ตำแหน่งไหนวิ่งมากที่สุด และราคาสูงที่สุด
กองกลางวิ่งรวมมากที่สุด เฉลี่ย 11,205.51 เมตรต่อเกม กองหน้าเฉลี่ย 10,475.35 เมตร และกองหลัง 10,094.73 เมตร แต่กองหน้าวิ่งในช่วงเกิน 25 กม./ชม. มากที่สุดที่ 282.11 เมตร และมีความเร็วสูงสุดเฉลี่ย 32.23 กม./ชม. ด้านมูลค่าเฉลี่ย กองหน้าอยู่ที่ราว 31.2 ล้านยูโร กองกลางราว 29.3 ล้านยูโร และกองหลังราว 14.8 ล้านยูโร ตำแหน่งที่วิ่งรวมมากที่สุดจึงไม่ใช่ตำแหน่งที่ราคาเฉลี่ยสูงที่สุด