มาตรา 453 นิยามซื้อขายว่าเป็นสัญญาที่ผู้ขายโอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้ผู้ซื้อ และผู้ซื้อตกลงใช้ราคา มาตรา 458 ให้กรรมสิทธิ์โอนไปยังผู้ซื้อตั้งแต่ขณะทำสัญญา มาตรา 459 ยกเว้นกรณีที่สัญญามีเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลา และมาตรา 460 ให้สินค้าที่ยังไม่ได้กำหนดแน่นอนโอนกรรมสิทธิ์เมื่อหมาย นับ ชั่ง ตวง วัด หรือคัดเลือกแล้ว
ผลในทางธุรกิจคือร้านที่ซื้อมาขายไปต้องมีเงินสำหรับซื้อสต๊อกก่อนขาย และต้องมีเงินหมุนระหว่างวันที่จ่ายค่าสินค้าจนถึงวันที่ลูกค้าจ่ายเงิน ความต้องการทุนของรูปแบบนี้จึงขึ้นกับสามตัวแปร คือจำนวนสั่งขั้นต่ำต่อครั้ง เครดิตเทอมที่ผู้ผลิตให้ และจำนวนวันที่สินค้าอยู่ในคลังก่อนขายออก
ประเมินเงินทุนสต๊อกของรูปแบบซื้อขายอย่างไร
เริ่มจากยอดซื้อต่อเดือนที่ต้องทำให้ถึงเป้า แล้วคูณด้วยจำนวนเดือนที่เงินจมอยู่ ซึ่งคือจำนวนวันที่สินค้าอยู่ในคลังบวกจำนวนวันที่ลูกค้าค้างจ่าย ลบด้วยเครดิตเทอมที่ผู้ผลิตให้ ถ้าร้านต้องซื้อเดือนละ 300,000 บาท สินค้าอยู่ในคลัง 45 วัน ลูกค้าค้างจ่าย 30 วัน และผู้ผลิตให้เครดิต 30 วัน เงินจะจมราว 45 วัน หรือประมาณ 450,000 บาท ทั้งยอดซื้อ จำนวนวัน และเงินที่จมในตัวอย่างนี้เป็นค่าที่แต่งขึ้น ไม่ใช่ตัวเลขของร้านใด
สต๊อกที่ขายไม่ออกเป็นความเสี่ยงของใคร
เมื่อกรรมสิทธิ์โอนมาแล้วตามมาตรา 458 สินค้าคงเหลือเป็นทรัพย์สินของร้าน ความเสี่ยงที่สินค้าเสื่อมราคา หมดอายุ หรือตกรุ่นจึงอยู่กับร้าน เว้นแต่สัญญาเขียนเงื่อนไขรับคืนหรือเปลี่ยนสินค้าไว้ ข้อนี้คือเหตุผลที่ร้านควรต่อรองเรื่องการรับคืนสินค้าที่ใกล้หมดอายุหรือตกรุ่นไว้ในสัญญาตั้งแต่แรก ไม่ใช่ขอเป็นกรณีไปเมื่อสินค้าค้าง