ส่วนต่างที่ร้านได้กลับมาจากการสั่งตรงไม่ใช่ตัวเลขเล็ก ตารางด้านล่างเทียบสองช่องทางด้วยแกนที่ร้านคำนวณเองได้
| หัวข้อ |
สั่งผ่านแอปเดลิเวอรี่ |
สั่งตรงกับร้าน |
| ส่วนแบ่งที่ร้านเสีย |
ราว 15-30% ของมูลค่าออเดอร์ |
ค่าธรรมเนียมรับชำระเงินเท่านั้น |
| ข้อมูลลูกค้า |
อยู่กับแพลตฟอร์ม ร้านไม่เห็นว่าใครสั่ง |
เป็นของร้าน ใช้ทักกลับได้เอง |
| การมองเห็น |
ขึ้นกับอันดับและงบโฆษณาในแอป |
ขึ้นกับจำนวนคนที่แอดช่องทางของร้านไว้ |
| ต้นทุนดึงลูกค้ากลับ |
ต้องซื้อโฆษณาในแอปซ้ำทุกครั้ง |
ต้นทุนข้อความต่อครั้ง หรือไม่มีเลย |
1. สร้างจุดดึงดูดบนบรรจุภัณฑ์ (Physical Touchpoint)
ออกแบบให้สะดุดตา: ใช้สติกเกอร์หรือสายคาดกล่องที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ พิมพ์ QR Code ขนาดใหญ่ พร้อมข้อความกระตุ้นความสนใจ (Call to Action) ที่ทรงพลัง เช่น "สแกนเพื่อดูวิธีกินให้อร่อยที่สุด" หรือ "สแกนเพื่อรับเพลย์ลิสต์เพลงฟังตอนกินข้าว"
2. เชื่อมต่อสู่ประสบการณ์ดิจิทัล (Digital Immersion)
สร้างความรู้สึกร่วม: เมื่อลูกค้าสแกน QR Code หน้าจอสมาร์ตโฟนจะแสดงวิดีโอสั้น ๆ จากเชฟ แนะนำวิธีการอุ่นอาหาร การราดซอส หรือลูกเล่น AR (Augmented Reality) ที่แสดงภาพ 3 มิติของวัตถุดิบที่ใช้ เพื่อดึงบรรยากาศระดับพรีเมียมของหน้าร้านมาไว้บนโต๊ะอาหารที่บ้าน
3. ดักจับ Data และดึงเข้าสู่ระบบสมาชิก (Lead Capture)
สร้างฐานข้อมูลของตัวเอง: ในหน้า Landing Page หรือวิดีโอนั้น จะมีปุ่มให้กดเพิ่มเพื่อนใน LINE OA หรือสมัครสมาชิกเพื่อแลกรับโค้ดส่วนลด 15% ทันที สิ่งนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้แบรนด์ได้ First-Party Data กลับมาไว้ในมือ
4. กระตุ้นการสั่งซื้อตรงในครั้งต่อไป (Retention & Direct Order)
ลดการพึ่งพาตัวกลาง: เมื่อมีข้อมูลใน LINE OA แบรนด์สามารถบรอดแคสต์ (Broadcast) โปรโมชัน หรือทักไปหาลูกค้าในช่วงเวลาที่พวกเขาเคยสั่งอาหารประจำ เช่น ทุกวันศุกร์ตอนเย็น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการ "สั่งตรง" กับร้าน (Direct Order) ผ่าน LINE MyShop หรือระบบสั่งอาหารของร้านเอง ซึ่งช่วยลดส่วนแบ่งที่ต้องจ่ายให้แพลตฟอร์มลง · คำอธิบายของ Grab เอง (เผยแพร่ปี 2564) ระบุว่าเก็บค่าคอมมิชชันจากร้านค้าเฉลี่ยราว 15-30% ของมูลค่าออเดอร์ และยกตัวอย่างออเดอร์ 150 บาทที่ร้านได้กลับ 105 บาท ส่วนแพลตฟอร์มได้ 45 บาท ตัวเลขนี้เป็นของแพลตฟอร์มหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง และอัตราจริงต่างกันไปตามสัญญาของแต่ละร้าน จึงควรเปิดใบสรุปยอดของร้านตัวเองมาคำนวณส่วนต่างจริงก่อนตัดสินใจ
แนวคิดนี้คือการประยุกต์ใช้Phygital Marketing คืออะไร กลยุทธ์เชื่อมออฟไลน์กับออนไลน์ กับธุรกิจอาหาร และหลักการเดียวกันนี้ก็ใช้ได้ผลกับธุรกิจคาเฟ่เช่นกัน อ่านเพิ่มเติมที่เจาะลึก Phygital สำหรับคาเฟ่ แก้เกมลูกค้าขาจรสู่ขาประจำ ธุรกิจบริการอย่างช่างแอร์และแม่บ้านก็ใช้หลักการเดียวกันนี้ในการดึงลูกค้าให้เรียกใช้ซ้ำ อ่านได้ในPhygital สำหรับงานบริการ ช่างแอร์ แม่บ้าน ให้เรียกซ้ำ ฝั่งของฝากและร้านท่องเที่ยวมีโจทย์กลับด้านกัน คือลูกค้าซื้อครั้งเดียวแล้วกลับบ้านไปคนละจังหวัด ดูวิธีรับมือได้ที่พลิกโฉม Phygital ท่องเที่ยวและของฝาก ส่วนธุรกิจที่ขายเป็นคอร์สหรือเป็นรอบการรักษา ใช้ข้อมูลคนละชุดกับร้านอาหารโดยสิ้นเชิง ดูได้ที่Phygital Education & Wellness ยกระดับกวดวิชา คลินิก และสปา
ร้านอาหารและธุรกิจเดลิเวอรี่ที่ต้องการให้ลูกค้าค้นเจอง่ายขึ้น ลองดูบริการ Map Marketing ของฟิจิทัล เอเจนซี ที่ช่วยดันร้านให้ติด Google Maps และ Local SEO