โรงเรียนกวดวิชาหลายแห่งยังแจกชีตกระดาษที่ดูจืดชืด และสปากับคลินิกความงามหลายแห่งยังให้ลูกค้ากรอกประวัติลงกระดาษ A4 ทุกครั้งที่มาใช้บริการ ธุรกิจเหล่านี้จึงจดจำพฤติกรรมลูกค้าไม่ได้และวัดพัฒนาการได้ไม่แม่น ทั้งที่ผู้ใช้บริการคาดหวังการดูแลแบบ "รายบุคคล" (Personalization) เจ้าของธุรกิจการศึกษาและสุขภาพความงามที่คิดจะใช้ข้อมูลลูกค้ายกระดับบริการ ต้องรู้ทั้งวิธีทำและข้อจำกัดทางกฎหมายไปพร้อมกัน เนื้อหาจึงแยกเป็นฝั่งการศึกษาที่ใช้ Gamification ฝั่งคลินิกและสปาที่ใช้ข้อมูลให้รู้ใจลูกค้า การดูแลหลังการขายแบบอัตโนมัติ และเส้นแบ่งระหว่างการดูแลกับการขายที่สองธุรกิจนี้ข้ามไม่ได้
การยกระดับโรงเรียนกวดวิชา คลินิกความงาม และสปา ด้วย Data และ Gamification คือการเปลี่ยนห้องเรียนกระดาษให้กลายเป็นพื้นที่ที่เด็กอยากมาทุกวัน และเปลี่ยนแบบฟอร์มประวัติลูกค้ากระดาษ A4 ให้กลายเป็นระบบที่จดจำรายละเอียดลูกค้าได้ลึกซึ้ง สร้างประสบการณ์ที่คู่แข่งลอกเลียนแบบไม่ได้ สิ่งที่ทำให้สองอุตสาหกรรมนี้ต่างจากธุรกิจอื่นคือข้อจำกัดทางกฎหมายที่ตามมากับข้อมูล ทั้งเรื่องความยินยอมของผู้ปกครองและกติกาโฆษณาของสถานพยาบาล ซึ่งต้องออกแบบไว้ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่มาแก้ทีหลัง
ธุรกิจการศึกษา (Education) และธุรกิจสุขภาพความงาม (Wellness & Spa) ขับเคลื่อนด้วย "ความเชื่อใจ" (Trust) เหมือนกัน การนำ Phygital Marketing เข้ามาใช้ในสองอุตสาหกรรมนี้จึงไปไกลกว่าการหาลูกค้าใหม่ เพราะเป็นการรื้อระบบ "การให้บริการ" เพื่อสร้างประสบการณ์ที่คู่แข่งลอกเลียนแบบไม่ได้




