เนื้อที่ปลูกยางพาราของนราธิวาสลดจาก 1,006,964 ไร่ในปี 2560 เป็น 916,325 ไร่ในปี 2567 ลดลง 90,639 ไร่ ปาล์มในช่วงเดียวกันเพิ่มขึ้น 22,717 ไร่ สัดส่วนปาล์มในพื้นที่ปาล์มรวมยางจึงขยับจากราวร้อยละ 5.1 เป็นร้อยละ 7.8 ยางพารายังกินพื้นที่มากกว่าปาล์มราว 12 เท่า
| อำเภอ |
ยางพารา ปี 2567 (ไร่) |
ปาล์ม ปี 2567 (ไร่) |
ลานเท (แห่ง) |
| รือเสาะ |
158,146 |
857 |
1 |
| ศรีสาคร |
130,788 |
1,007 |
3 |
| จะแนะ |
117,166 |
3,603 |
5 |
| ระแงะ |
101,973 |
1,804 |
3 |
| แว้ง |
84,027 |
2,914 |
5 |
| ตากใบ |
16,645 |
10,449 |
18 |
ปาล์มที่เพิ่มขึ้นมาแทนยางที่ลดลงหรือไม่
ไฟล์ตอบข้อนี้ไม่ได้ ไฟล์ยางกับไฟล์ปาล์มนับพื้นที่ของแต่ละพืชแยกกัน ไม่ได้ติดตามแปลงเดิมว่าเปลี่ยนเป็นพืชอะไร พื้นที่ยางที่ลดลงมากกว่าพื้นที่ปาล์มที่เพิ่มขึ้นราวสี่เท่า ที่ดินส่วนที่เหลืออาจเปลี่ยนไปเป็นพืชอื่นหรือการใช้ประโยชน์แบบอื่น ตัวเลขยางรายปีของบางอำเภอยังขึ้นลงผิดปกติ เช่น ยี่งอมี 32,161 ไร่ในปี 2563 แล้วเป็น 49,033 ไร่ในปี 2565 ก่อนกลับมาเป็น 31,714 ไร่ในปี 2566 บทนี้จึงเทียบเฉพาะต้นทางกับปลายทาง
อำเภอที่ปลูกยางมากมีลานเทมากน้อยแค่ไหน
รือเสาะมีพื้นที่ยางมากที่สุด 158,146 ไร่ และเป็นอำเภอที่ผลิตยางได้มากที่สุดตามไฟล์ผลผลิตยางพารา แต่มีลานเทเพียง 1 แห่ง ศรีสาครมียาง 130,788 ไร่และลานเท 3 แห่ง ในทางกลับกัน ตากใบมียางเพียง 16,645 ไร่ แต่มีลานเทมากที่สุด เกษตรกรในรือเสาะหรือศรีสาครที่คิดจะปลูกปาล์มจึงต้องนับระยะทางไปลานเทที่ใกล้ที่สุดตั้งแต่ก่อนลงต้นกล้า