GS1 เผยแพร่เอกสารกรณีศึกษาร้าน 7-Eleven ในไทย ซึ่งใช้บาร์โค้ด 2 มิติแก้ปัญหาการขายสินค้าที่เลยวันควรบริโภค การตรวจวันที่บนสินค้าทุกชิ้นด้วยมือใช้แรงงานมากและผิดพลาดได้ ร้านจึงเริ่มโครงการร่วมกับ GS1 ประเทศไทย ผู้ผลิตอาหารพร้อมทานที่ส่งสินค้าให้ร้าน และบริษัทด้านระบบการพิมพ์
| ประเด็น |
สิ่งที่เกิดขึ้นตามเอกสารกรณีศึกษา |
| ปัญหาตั้งต้น |
ต้องการให้แน่ใจว่าไม่มีสินค้าหมดอายุถูกขายถึงลูกค้า |
| รหัสที่เลือก |
GS1 DataMatrix เก็บ GTIN เลขล็อต และวันควรบริโภค |
| การปรับบรรจุภัณฑ์ |
ปรับกล่องสินค้าแบรนด์ของร้านให้มีพื้นที่พอสำหรับรหัสใหม่ |
| การปรับโรงงาน |
เปลี่ยนเครื่องพิมพ์ในสายผลิต และใช้ซอฟต์แวร์สร้างรหัสที่มี GTIN กับวันควรบริโภคอัตโนมัติ |
| การปรับหน้าร้าน |
เปลี่ยนเครื่องสแกนที่จุดขายให้อ่าน 2 มิติได้ และวางขั้นตอนเมื่อสแกนเจอสินค้าหมดอายุ |
| ขอบเขต ณ ต้นปี 2023 |
อาหารพร้อมทานราว 100 รายการ ในร้านกว่า 12,000 สาขา |
| ผลที่รายงาน |
ความพึงพอใจของลูกค้าเพิ่มขึ้น คำร้องเรียนเรื่องสินค้าหมดอายุลดเหลือศูนย์ |
| แผนต่อไป |
ขยายไปสินค้าหมวดอื่นและผู้ผลิตรายอื่น ใส่ในเบเกอรีแบรนด์ร้าน และตั้งเป้าเลิกใช้บาร์โค้ดแบบเส้นทั้งหมด |
ที่มา: เอกสารกรณีศึกษา 7-Eleven Thailand ของ GS1
ทำไมเลือก GS1 DataMatrix แทน QR Code
เอกสารกรณีศึกษาระบุว่า GS1 อธิบายข้อดีข้อเสียของ GS1 DataMatrix กับ QR Code ที่ใช้มาตรฐาน GS1 ให้ร้านพิจารณา แล้วร้านเลือก DataMatrix เพราะรหัสมีขนาดเล็กกว่า QR Code จึงใช้พื้นที่บนบรรจุภัณฑ์น้อยกว่า การเลือกนี้เหมาะกับโจทย์ของร้าน ซึ่งผู้สแกนหลักคือพนักงานคิดเงิน เอกสารเดียวกันระบุว่าร้านมองว่ารหัสทั้งสองแบบช่วยทั้งงานหลังร้านและประสบการณ์ลูกค้า แบรนด์ที่ต้องการให้ผู้บริโภคสแกนด้วยมือถือจึงควรชั่งเรื่องนี้ต่างออกไป
เครื่องคิดเงินทำอะไรเมื่อสแกนเจอสินค้าหมดอายุ
หน้าจอเครื่องคิดเงินขึ้นข้อความว่าสินค้าหมดอายุและห้ามขาย พร้อมให้พนักงานหยิบสินค้าชิ้นใหม่ให้ลูกค้า และนำชิ้นที่หมดอายุออกจากชั้นทันที เอกสารกรณีศึกษาอ้างคำพูดของหัวหน้าหน่วยงานวิจัยและองค์ความรู้ ฝ่ายสถาปัตยกรรมและออกแบบของ 7-Eleven ว่ากระบวนการประกันคุณภาพแข็งแรงขึ้นและง่ายขึ้น ข้อมูลวันหมดอายุในรหัสทำให้ระบบตัดสินแทนการที่พนักงานอ่านตัวเลขบนฉลากเอง