ในการตั้งค่าแบบเดิม ซึ่งเรียกกันว่า client-side ตัว container ของ Tag Manager ทำงานอยู่ในเบราว์เซอร์ของผู้ใช้ แล้วแต่ละแท็กส่งข้อมูลตรงไปยังเซิร์ฟเวอร์ของเครื่องมือแต่ละตัว เช่น Google Analytics และแพลตฟอร์มโฆษณา เว็บที่ติดห้าเครื่องมือจึงให้เบราว์เซอร์ของผู้ใช้ส่งข้อมูลออกไปห้าทาง
เมื่อใช้ server-side tagging หน้าคู่มือของ Google อธิบายว่า server container ไม่ได้ทำงานในเบราว์เซอร์หรือในโทรศัพท์ของผู้ใช้ แต่ทำงานบนเซิร์ฟเวอร์ที่ธุรกิจควบคุม เช่น ในโปรเจกต์ Google Cloud ของธุรกิจเอง ข้อมูลจากหน้าเว็บส่งเข้าเซิร์ฟเวอร์นี้ก่อน และมีเพียงธุรกิจที่เข้าถึงข้อมูลได้จนกว่าจะเลือกส่งต่อ ภายในเซิร์ฟเวอร์ใช้ tag trigger และ variable แบบเดียวกับที่ทีมคุ้นเคย เพิ่มส่วนใหม่ที่เรียกว่า client
client ทำหน้าที่เป็นตัวแปลง รับคำขอที่เข้ามา แปลงเป็นเหตุการณ์ ส่งให้แท็กในเซิร์ฟเวอร์ประมวลผล แล้วตอบกลับไปยังผู้ส่ง server container มี client ติดมาให้สองตัว คือ Google Analytics และ Measurement Protocol หน้าเว็บจะส่งข้อมูลเข้ามาได้ด้วยการตั้งค่า server_container_url ในแท็กของ Google ให้ชี้ไปที่ URL ของเซิร์ฟเวอร์
ทำไม Google แนะนำให้ใช้โดเมนของตัวเอง
คู่มือของ Google แนะนำอย่างหนักแน่นให้ติดตั้งเซิร์ฟเวอร์บนโดเมนของธุรกิจเอง เช่น ซับโดเมนของเว็บหลัก และเปลี่ยนเป็นโหมด production ก่อนส่งการเข้าชมจริง ด้วยเหตุผลเรื่องประสิทธิภาพและความปลอดภัย ผลอีกข้อคือคุกกี้ที่เซิร์ฟเวอร์ตั้งผ่านการตอบกลับอยู่ในฐานะคุกกี้ของโดเมนเจ้าของเว็บ ซึ่งเบราว์เซอร์บางตัวจำกัดน้อยกว่าคุกกี้ที่สคริปต์สร้าง รายละเอียดข้อจำกัดของ Safari อยู่ในFirst-Party Data คุกกี้ของเว็บเองก็หมดอายุใน 7 วันได้ ข้อนี้เปลี่ยนอายุของคุกกี้ แต่ไม่ได้เปลี่ยนหน้าที่ของธุรกิจในการขอความยินยอม