ไฟล์เดียวกันแบ่งที่พักเป็นรีสอร์ท 201 แห่ง โฮมสเตย์หรือเรือนพักแรม 193 แห่ง โรงแรม 186 แห่ง เกสท์เฮ้าส์ 43 แห่ง และประเภทอื่นอีก 45 แห่ง สิ่งที่เห็นชัดคือสองประเภทแรกกระจายอยู่คนละที่ อำเภอเมืองน่านมีโรงแรม 136 แห่ง หรือร้อยละ 73 ของโรงแรมทั้งจังหวัด แต่มีโฮมสเตย์เพียง 36 แห่ง ขณะที่ปัวมีโฮมสเตย์ 59 แห่งและบ่อเกลือ 43 แห่ง รวม 102 แห่ง เกินครึ่งของโฮมสเตย์ทั้งจังหวัด
| อำเภอ |
โรงแรม |
รีสอร์ท |
โฮมสเตย์ |
เกสท์เฮ้าส์ |
| เมืองน่าน |
136 |
64 |
36 |
33 |
| ปัว |
18 |
36 |
59 |
4 |
| บ่อเกลือ |
10 |
19 |
43 |
0 |
| ท่าวังผา |
3 |
14 |
7 |
1 |
อำเภอที่มีที่พักรองลงมาอย่างภูเพียง เชียงกลาง ท่าวังผา และนาน้อย มีรีสอร์ทเป็นประเภทที่มากที่สุดของแต่ละอำเภอ คือ 18 12 14 และ 12 แห่งตามลำดับ ภาพของน่านในไฟล์นี้จึงแบ่งได้สามแบบ คือโรงแรมในตัวเมือง รีสอร์ทในอำเภอรอบนอก และโฮมสเตย์บนพื้นที่สูงของปัวกับบ่อเกลือ
ผู้มาเยือนที่พักในปัวหรือบ่อเกลือจึงมีโอกาสพักในบ้านที่เจ้าของอยู่ในชุมชน มากกว่าผู้มาเยือนที่พักในตัวเมือง ในที่พักแบบนี้ เจ้าบ้านมีโอกาสเป็นคนแรกที่ผู้เข้าพักถามเรื่องของฝาก ก่อนที่ผู้เข้าพักจะเดินเข้าร้านค้าใด
เจ้าของโฮมสเตย์ในปัวควรขายอะไรนอกจากห้องพัก
ควรขายสิ่งที่เจ้าบ้านทำหรือรู้จักคนทำ เช่น ผ้าทอ เครื่องเงิน หรือเกลือจากบ่อเกลือ โดยวางไว้ในที่ที่ผู้เข้าพักเห็นระหว่างเช็กอินหรือมื้อเช้า และติดป้ายบอกชื่อผู้ผลิตกับหมู่บ้าน เพราะรายชื่อแหล่งท่องเที่ยวของปัวมีพิพิธภัณฑ์เครื่องเงินชนเผ่าอิ้วเมี่ยนอยู่แล้ว ผู้ผลิตในพื้นที่จึงมีเรื่องเล่าที่ผูกกับสถานที่จริงให้ใช้ ส่วนราคาควรตั้งจากต้นทุนและปริมาณที่ผลิตได้ต่อเดือน ไม่ใช่จากราคาของฝากในตัวเมือง