เมื่องานผูกอยู่กับสัญญา ความล่าช้ามีราคาที่คำนวณได้เป็นตัวเงิน ไม่ใช่เพียงเรื่องความรู้สึกของคู่สัญญา ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนพิเศษ 210 ง วันที่ 23 สิงหาคม 2560 กำหนดโครงสร้างค่าปรับไว้ชัดเจน และใช้กับงานที่เอเจนซีรับจากหน่วยงานของรัฐโดยตรง
ข้อ 162 กำหนดค่าปรับรายวันในอัตราตายตัวระหว่างร้อยละ 0.01 ถึง 0.20 ของราคาพัสดุที่ยังไม่ได้รับมอบ ส่วนงานจ้างที่ต้องการผลสำเร็จของงานทั้งหมดพร้อมกัน ซึ่งครอบคลุมงานแคมเปญและงานผลิตสื่อส่วนใหญ่ กำหนดค่าปรับรายวันร้อยละ 0.01 ถึง 0.10 ของราคางานจ้างนั้น และต้องไม่ต่ำกว่าวันละ 100 บาท ส่วนงานจ้างที่ปรึกษาใช้อัตราเดียวกัน
สองข้อที่เป็นหน้าที่ของ Project Manager โดยตรงคือข้อ 181 และข้อ 182 ข้อ 181 กำหนดให้หน่วยงานของรัฐแจ้งเรียกค่าปรับภายใน 7 วันทำการนับถัดจากวันครบกำหนดส่งมอบ ส่วนข้อ 182 กำหนดว่าหากต้องการขอขยายเวลาหรือขอลดค่าปรับจากเหตุที่ผู้รับงานไม่ต้องรับผิด ต้องแจ้งเหตุนั้นภายใน 15 วันนับถัดจากวันที่เหตุสิ้นสุดลง หากไม่แจ้งภายในกำหนด จะยกมาอ้างภายหลังไม่ได้ กรอบเวลานี้ทำให้การบันทึกเหตุและวันที่ระหว่างทำงานเป็นเงื่อนไขที่กำหนดว่าจะขอขยายเวลาได้หรือไม่
ข้อ 183 กำหนดเพิ่มว่าหากจำนวนเงินค่าปรับจะเกินร้อยละสิบของวงเงินค่าจ้าง ให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาบอกเลิกสัญญา เว้นแต่คู่สัญญายินยอมเสียค่าปรับโดยไม่มีเงื่อนไข เพดานนี้ทำให้คำถามว่างานช้าไปกี่วันมีคำตอบเชิงตัวเลขที่ชัดเจน
งานภาคเอกชนไม่ได้อยู่ใต้ระเบียบฉบับนี้ คู่สัญญากำหนดเงื่อนไขกันเองได้ตามที่ตกลง แต่โครงสร้างสามชั้นที่ระเบียบใช้ คืออัตราค่าปรับต่อวัน กรอบเวลาแจ้งเหตุ และเพดานที่นำไปสู่การเลิกสัญญา เป็นแบบที่นำไปตั้งเป็นเงื่อนไขในใบเสนอราคาได้โดยตรง
งานเอกชนใช้เกณฑ์ค่าปรับแบบเดียวกับงานราชการได้หรือไม่
ใช้เป็นแบบอ้างอิงได้ แต่ไม่ได้บังคับตามกฎหมาย เพราะระเบียบฉบับนี้ใช้กับการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐ งานเอกชนจึงตกลงกันเองได้ สิ่งที่ยืมมาใช้ได้ทันทีคือการระบุอัตราต่อวัน กรอบเวลาแจ้งเหตุขอขยายเวลา และเพดานค่าปรับ ไว้ในเอกสารก่อนเริ่มงาน