สรุปผลการสำรวจปี 2566 มีตารางที่แยกรายได้และรายจ่ายตามขนาดครัวเรือน ภาพที่ได้มีสองด้าน
| ตัวชี้วัด ปี 2566 |
ครัวเรือน 1-2 คน |
ครัวเรือน 3-4 คน |
| รายได้ต่อครัวเรือน 5,001-10,000 บาทต่อเดือน |
ร้อยละ 19.3 |
ร้อยละ 5.8 |
| รายได้ต่อคน 15,001-30,000 บาทต่อเดือน |
ร้อยละ 26.4 |
ร้อยละ 13.5 |
| รายได้ต่อคนเกิน 30,000 บาทต่อเดือน |
ร้อยละ 8.7 |
ร้อยละ 3.1 |
| รายจ่ายต่อคน 10,001-15,000 บาทต่อเดือน |
ร้อยละ 25.4 |
ร้อยละ 16.4 |
| รายจ่ายต่อคน 15,001-30,000 บาทต่อเดือน |
ร้อยละ 22.2 |
ร้อยละ 8.4 |
แถวรายได้ต่อคนเกิน 30,000 บาท ได้จากการรวมสามช่วงในตาราง 8 ของรายงาน คือ 30,001-50,000 บาท 50,001-100,000 บาท และมากกว่า 100,000 บาท
ทำไมรายได้ต่อครัวเรือนต่ำแต่รายได้ต่อคนสูง
เพราะหารด้วยจำนวนคนที่น้อยกว่า ครัวเรือนคนเดียวที่มีรายได้ 25,000 บาทต่อเดือน มีรายได้ต่อคน 25,000 บาท ขณะที่ครัวเรือนสี่คนที่มีรายได้รวม 60,000 บาท มีรายได้ต่อคน 15,000 บาท ตัวอย่างนี้เป็นการคำนวณสมมติ ความหมายสำหรับธุรกิจคือ ถ้าวัดกำลังซื้อจากรายได้ต่อครัวเรือน ครัวเรือนเล็กจะดูเป็นตลาดที่ซื้อน้อย แต่ถ้าวัดจากเงินที่แต่ละคนใช้กับตัวเองได้ ครัวเรือนเล็กคือกลุ่มที่ใช้จ่ายต่อหัวสูงกว่า
ครัวเรือนเล็กทุกบ้านมีกำลังซื้อสูงหรือเปล่า
ไม่ทุกบ้าน ตารางเดียวกันแสดงว่าครัวเรือน 1-2 คนร้อยละ 19.3 มีรายได้รวมทั้งบ้านเพียง 5,001-10,000 บาทต่อเดือน และอีกร้อยละ 2.7 อยู่ที่ 3,001-5,000 บาท ขณะที่ครัวเรือน 3-4 คนอยู่ในสองช่วงนี้รวมกันเพียงร้อยละ 6.2 ครัวเรือนเล็กจึงมีทั้งคนทำงานรายได้ดีที่อยู่คนเดียว และคนที่อยู่คนเดียวด้วยรายได้น้อย ธุรกิจที่ขายสินค้าจำเป็นควรมีแพ็กเล็กที่ราคารวมต่ำ ไม่ใช่แพ็กเล็กแบบพรีเมียมอย่างเดียว กลุ่มที่มีรายได้จำกัดอธิบายไว้ในการตลาดกลุ่มผู้มีรายได้น้อย รายได้ไม่เกินแสนบาทกับร้านธงฟ้า