คนไทยวัยผู้ใหญ่ 1,076 คนตอบแบบสำรวจชุดเดียวกับคนในอีกสิบสามประเทศเมื่อปลายปี 2567 คำตอบของพวกเขาแยกคนที่ไม่มีลูกออกเป็นอย่างน้อยสองกลุ่มที่ต้องการสิ่งต่างกัน กลุ่มหนึ่งตอบว่าจำนวนลูกในอุดมคติเท่ากับศูนย์ อีกกลุ่มอยากมีลูกแต่มีได้น้อยกว่าที่อยากหรือยังมีไม่ได้ เพราะเงิน งาน สุขภาพ หรือยังไม่มีคู่ แคมเปญที่ใช้คำว่า Childfree กับทุกคนที่ไม่มีบุตร ยิงข้อความเรื่องอิสรภาพไปถึงคนที่กำลังรักษาภาวะมีบุตรยากได้ในโฆษณาชิ้นเดียวกัน หัวข้อถัดไปอ่านตัวเลขของผู้ตอบชาวไทยทีละรูป แล้วดูว่าแบบฟอร์ม แพ็กเกจ และกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจควรปรับตรงไหน
Childfree ในไทย ผลสำรวจ UNFPA แยกไม่อยากมีลูกกับมีไม่ได้

KEY TAKEAWAYS
3 ประเด็นผู้ตอบชาวไทยที่ระบุว่าจำนวนลูกในอุดมคติเท่ากับศูนย์มีร้อยละ 6 ทั้งฝั่งชายและฝั่งหญิง
ตามรูปที่ 8 ในรายงาน State of World Population 2025 ของกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ
ผู้ตอบชาวไทยอายุ 50 ปีขึ้นไปร้อยละ 38 มีลูกน้อยกว่าจำนวนที่ตัวเองเคยอยากมี
และเหตุที่คนไทยเลือกตอบมากที่สุดคือข้อจำกัดทางการเงินร้อยละ 51 กับงานไม่มั่นคงร้อยละ 33
อัตราเจริญพันธุ์รวมของไทยปี 2568 อยู่ที่ 1.2 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน
ตามตารางตัวชี้วัดประชากรท้ายรายงานเดียวกัน ลูกค้าที่ไม่มีบุตรจึงเป็นกลุ่มที่ธุรกิจต้องวางแผนรองรับตั้งแต่วันนี้
ผู้ตอบชาวไทยในแบบสำรวจของ UNFPA ที่อยากมีลูกศูนย์คนมีร้อยละ 6 แต่คนอายุ 50 ขึ้นไปร้อยละ 38 มีลูกน้อยกว่าที่อยาก แคมเปญที่เหมาทั้งสองกลุ่มรวมกันพลาดทั้งคู่
แบบสำรวจของ UNFPA ถามคนไทยว่าอะไร
รายงาน State of World Population 2025 ชื่อ The Real Fertility Crisis ของกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ หรือ UNFPA ใช้แบบสำรวจที่ YouGov ทำให้ใน 14 ประเทศ เก็บข้อมูลระหว่าง 15 พฤศจิกายนถึง 5 ธันวาคม 2567 กลุ่มเป้าหมายเป็นชายและหญิงอายุ 18 ปีขึ้นไป รวมผู้ตอบ 14,256 คน ประเทศไทยอยู่ในรายชื่อพร้อมเกาหลีใต้ อิตาลี ฮังการี เยอรมนี สวีเดน บราซิล เม็กซิโก สหรัฐอเมริกา อินเดีย อินโดนีเซีย โมร็อกโก แอฟริกาใต้ และไนจีเรีย
คำถามหลักมีสามชุด ชุดแรกถามจำนวนลูกในอุดมคติ คนที่ยังไม่มีลูกตอบว่าถ้าเลือกได้อยากมีกี่คน ส่วนคนที่มีลูกแล้วตอบว่าถ้าย้อนกลับไปก่อนมีลูกจะเลือกกี่คน ชุดที่สองเทียบจำนวนในอุดมคติกับจำนวนที่คาดว่าจะมีหรือมีแล้ว ชุดที่สามถามว่าปัจจัยใดทำให้มีหรือจะมีลูกน้อยกว่าที่ตั้งใจไว้
ตัวอย่างชาวไทยเป็นตัวแทนคนไทยทั้งประเทศหรือไม่
ภาคผนวกของรายงานเขียนข้อจำกัดไว้ชัด ตัวอย่างของไทย อินโดนีเซีย โมร็อกโก และไนจีเรียเป็นตัวแทนของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเท่านั้น ไม่ใช่ตัวแทนประชากรทั้งประเทศ ขนาดตัวอย่างไทยมี 1,076 คน ธุรกิจที่เอาตัวเลขชุดนี้ไปใช้ในแผนการตลาดจึงควรระบุว่าหมายถึงคนไทยที่ออนไลน์ ซึ่งตรงกับกลุ่มที่เห็นโฆษณาดิจิทัลอยู่แล้ว
คนไทยที่อยากมีลูกศูนย์คน
รูปที่ 8 ของรายงานแยกคำตอบเรื่องจำนวนลูกในอุดมคติตามเพศ ผู้ตอบชาวไทยที่เลือกศูนย์คนมีร้อยละ 6 เท่ากันทั้งชายและหญิง คำตอบที่พบบ่อยที่สุดคือสองคน ชายร้อยละ 39 หญิงร้อยละ 33 รองลงมาคือหนึ่งคน ชายร้อยละ 16 หญิงร้อยละ 18 สามคนมีร้อยละ 8 และ 7 ส่วนสี่คนขึ้นไปร้อยละ 3 ทั้งสองเพศ
ตัวเลขร้อยละ 6 ต่ำกว่าหลายประเทศในแบบสำรวจเดียวกัน ผู้ตอบในเยอรมนีเลือกศูนย์คนร้อยละ 18 ทั้งสองเพศ และในสวีเดนชายร้อยละ 15 หญิงร้อยละ 11 ธุรกิจที่ตั้งสมมติฐานว่าคนไม่มีลูกส่วนใหญ่เลือกเช่นนั้นเอง ควรเทียบสมมติฐานนั้นกับตัวเลขชุดนี้ก่อนวางแคมเปญ
คนที่ตอบว่าไม่รู้หรือไม่ขอตอบมีมากแค่ไหน
เมื่อรวมห้าช่องคำตอบของแต่ละเพศ ส่วนที่เหลือคือผู้ที่ตอบว่าไม่รู้หรือไม่ขอตอบ คำนวณได้ราวร้อยละ 28 ในผู้ตอบชาย และร้อยละ 33 ในผู้ตอบหญิง กลุ่มนี้ใหญ่กว่ากลุ่มที่เลือกศูนย์คนหลายเท่า ธุรกิจที่อยากเข้าใจลูกค้าที่ไม่มีบุตรจึงควรระวังการสรุปแทนคนที่ยังไม่ตัดสินใจ
ประเทศที่อัตราเจริญพันธุ์ต่ำกว่าไทยตอบต่างไปอย่างไร
เกาหลีใต้มีอัตราเจริญพันธุ์รวมต่ำที่สุดในสิบสี่ประเทศ ตารางท้ายรายงานระบุไว้ที่ 0.8 ในปี 2568 ต่ำกว่าไทยที่ 1.2 แต่ผู้ตอบชาวเกาหลีที่เลือกจำนวนลูกในอุดมคติเท่ากับศูนย์มีเพียงร้อยละ 6 ในฝั่งชายและร้อยละ 9 ในฝั่งหญิง ใกล้กับไทย ขณะที่ผู้ตอบอายุ 50 ปีขึ้นไปที่มีลูกน้อยกว่าที่อยากมีร้อยละ 37 แทบเท่ากับไทยที่ร้อยละ 38 ประเทศที่มีเด็กเกิดน้อยที่สุดจึงยังมีคนที่อยากมีลูกอยู่มาก ธุรกิจไทยที่ดูตัวเลขอัตราเจริญพันธุ์แล้วสรุปว่าลูกค้าส่วนใหญ่ไม่อยากมีลูก ใช้ตัวเลขผิดชุด อัตราเจริญพันธุ์บอกจำนวนเด็กที่เกิดจริง ส่วนความตั้งใจของคนต้องดูจากคำถามอีกชุด
เหตุที่ทำให้มีลูกน้อยกว่าที่อยาก
รูปที่ 2 ถามว่าในสถานการณ์ส่วนตัว ปัจจัยใดทำให้มีหรือน่าจะทำให้มีลูกน้อยกว่าที่ตั้งใจไว้ ผู้ตอบเลือกได้หลายข้อจากสิบสี่ปัจจัย และหมายเหตุใต้รูประบุว่าไม่ได้ถามคำถามนี้กับผู้ที่ตอบว่าจำนวนลูกในอุดมคติเท่ากับศูนย์ ตัวเลขชุดนี้จึงมาจากคนที่อยากมีลูกทั้งหมด คำตอบของผู้ตอบชาวไทยเรียงจากมากไปน้อยได้ดังนี้ ข้อจำกัดทางการเงินร้อยละ 51 งานไม่มั่นคงหรือว่างงานร้อยละ 33 ยังไม่มีคู่ที่เหมาะสมร้อยละ 25 ความกังวลเรื่องสถานการณ์การเมืองและสังคมร้อยละ 23 ข้อจำกัดเรื่องที่อยู่อาศัยร้อยละ 21 ภาวะมีบุตรยากร้อยละ 19 ความกังวลเรื่องสภาพภูมิอากาศร้อยละ 18 และขาดบริการดูแลเด็กที่เพียงพอร้อยละ 17 เท่ากับปัญหาสุขภาพทั่วไป
สัดส่วนผู้ตอบชาวไทยที่เลือกงานไม่มั่นคงร้อยละ 33 สูงที่สุดในสิบสี่ประเทศเท่ากับแอฟริกาใต้ และภาวะมีบุตรยากร้อยละ 19 ก็สูงที่สุดในตารางเดียวกัน ส่วนคำตอบที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนใจของตัวเอง คือตัดสินใจว่าอยากมีลูกน้อยลงเอง มีร้อยละ 12
ผู้ตอบชาวไทยต่างจากค่าเฉลี่ยของสิบสี่ประเทศตรงไหน
รายงานให้ค่าเฉลี่ยของทุกประเทศไว้ท้ายตาราง ทำให้เทียบได้ทีละปัจจัย ข้อจำกัดทางการเงินของผู้ตอบชาวไทยร้อยละ 51 สูงกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ 39 งานไม่มั่นคงร้อยละ 33 สูงกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ 21 ส่วนสามปัจจัยที่ห่างจากค่าเฉลี่ยมากที่สุดเมื่อคิดเป็นสัดส่วน คือยังไม่มีคู่ที่เหมาะสมร้อยละ 25 เทียบกับร้อยละ 14 ความกังวลเรื่องการเมืองและสังคมร้อยละ 23 เทียบกับร้อยละ 14 และความกังวลเรื่องสภาพภูมิอากาศร้อยละ 18 เทียบกับร้อยละ 9 ในทางกลับกัน สัดส่วนผู้ตอบที่ระบุว่าคู่อยากมีลูกน้อยกว่าตัวเองมีร้อยละ 9 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ 13
สำหรับธุรกิจ ตัวเลขที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยชี้ว่าเรื่องไหนอยู่ในใจลูกค้าชาวไทยมากเป็นพิเศษ ธุรกิจการเงินและประกันที่พูดเรื่องความมั่นคงของรายได้ หรือธุรกิจที่พักที่พูดเรื่องค่าเช่า กำลังพูดเรื่องที่ผู้ตอบชาวไทยเลือกเองว่าเป็นอุปสรรค ส่วนแคมเปญที่เล่นมุกเรื่องการหาคู่ ต้องระวังว่าลูกค้าหนึ่งในสี่ของกลุ่มนี้ระบุว่าการไม่มีคู่ที่เหมาะสมทำให้มีลูกได้น้อยกว่าที่อยาก
ตัวเลขเหล่านี้บอกอะไรกับธุรกิจ
บอกว่าเหตุที่ผู้ตอบชาวไทยเลือกมากที่สุดเป็นเงื่อนไขภายนอก ทั้งเงิน งาน และสุขภาพ มีเพียงร้อยละ 12 ที่ระบุว่าเปลี่ยนใจเอง ข้อความโฆษณาที่ฉลองการไม่มีลูกว่าเป็นอิสรภาพ อาจถูกใจคนที่เลือกเอง ขณะที่คนที่มีลูกไม่ได้เพราะเงินหรือภาวะมีบุตรยากก็เห็นข้อความเดียวกันในฟีด ข้อความที่พูดถึงสิ่งที่ลูกค้าทำได้ เช่น เวลาว่างของคู่ การเดินทาง หรือการดูแลพ่อแม่ ใช้ได้กับทั้งสองกลุ่มโดยไม่ต้องเดาเหตุผลของใคร
ระยะห่างระหว่างจำนวนลูกที่อยากมีกับที่มีจริง
รูปที่ 4 แยกผู้ตอบเป็นสองช่วงวัย ผู้ตอบชาวไทยอายุ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งรายงานถือว่าช่วงวัยเจริญพันธุ์น่าจะผ่านไปแล้ว มีลูกน้อยกว่าที่เคยอยากร้อยละ 38 มีตามที่อยากร้อยละ 35 มีมากกว่าที่อยากร้อยละ 6 และไม่รู้หรือไม่ขอตอบร้อยละ 21 ส่วนผู้ตอบที่อายุต่ำกว่า 50 ปี ร้อยละ 34 คาดว่าจะมีได้ตามที่อยาก ร้อยละ 7 คาดว่าจะมีน้อยกว่า ร้อยละ 5 คาดว่าจะมีมากกว่า และร้อยละ 54 ยังไม่รู้
ร้อยละ 38 ของผู้ตอบอายุ 50 ปีขึ้นไป สูงกว่าร้อยละ 6 ของผู้ตอบทุกวัยที่เลือกศูนย์คนหลายเท่า แม้ฐานของสองตัวเลขจะต่างกัน กลุ่มที่มีลูกน้อยกว่าที่อยากรวมทั้งคนที่มีลูกหนึ่งคนแต่อยากมีสองคน และคนที่ไม่มีลูกเลยทั้งที่อยากมี ลูกค้าวัยนี้บางส่วนจึงเป็นลูกค้าของบริการสำหรับคนไม่มีบุตรที่ไม่เคยเลือกคำว่า Childfree ให้ตัวเอง สำหรับลูกค้าสูงวัยที่ไม่มีคู่และไม่มีลูก เรื่องเอกสารและผู้ดูแลอยู่ในการตลาดคนโสดสูงวัย สัญญาจ้างคนดูแลที่บ้านและหนังสือแสดงเจตนา
อัตราเจริญพันธุ์ 1.2 หมายความว่าอะไรกับลูกค้าในอนาคต
ตารางตัวชี้วัดประชากรท้ายรายงานระบุอัตราเจริญพันธุ์รวมของไทยปี 2568 ไว้ที่ 1.2 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน ต่ำกว่าระดับทดแทนประชากร 2.1 ที่รายงานใช้เป็นเกณฑ์ ครัวเรือนที่ไม่มีเด็กจะเป็นลูกค้าสัดส่วนสูงขึ้นในทุกหมวดสินค้า ธุรกิจที่ออกแพ็กเกจครอบครัวแบบพ่อแม่ลูกเป็นค่าเริ่มต้นเพียงแบบเดียว จะเหลือแพ็กเกจที่ไม่มีใครในบ้านนั้นใช้ได้ครบ ผู้ที่ต้องการยอดเกิดรายปีของไทยตามทะเบียนราษฎรเปิดดูได้ที่Gen Alpha ไทย เด็กเกิดใหม่ลดลงเกือบครึ่งใน 12 ปี ส่วนคู่ที่มีรายได้สองทางและตัดสินใจซื้อร่วมกันแยกไว้ในการตลาดคนมีคู่ DINK ซื้อร่วมกัน กู้บ้านร่วมหลังสมรสเท่าเทียม
คำในแบบฟอร์มสมาชิกที่เปลี่ยนได้ทันที
ทีมการตลาดที่ดูแลแบบฟอร์มสมัครสมาชิกและหน้าแพ็กเกจ แก้คำที่สมมติว่าลูกค้ามีลูกได้ภายในวันเดียวโดยไม่ต้องเปลี่ยนระบบ รายการด้านล่างรวบรวมจุดที่พบบ่อยในแบบฟอร์มของธุรกิจบริการ พร้อมคำที่ใช้แทน
| คำหรือช่องเดิม | ผลกับลูกค้าที่ไม่มีบุตร | ใช้แทนด้วย |
|---|---|---|
| ช่องบังคับ "จำนวนบุตร" | ลูกค้าต้องตอบเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับบริการ | ทำเป็นช่องไม่บังคับ หรือตัดออกถ้าไม่ได้ใช้จริง |
| แพ็กเกจ "ครอบครัว" ที่หมายถึงพ่อแม่และลูกเท่านั้น | คู่ที่ไม่มีลูกหรือพี่น้องที่อยู่ด้วยกันใช้ไม่ได้ | แพ็กเกจตามจำนวนคนในบ้าน โดยไม่ระบุความสัมพันธ์ |
| ช่อง "ญาติผู้ติดต่อ" ที่มีตัวเลือกแค่ พ่อ แม่ คู่สมรส บุตร | ลูกค้าที่ไม่มีบุตรต้องเลือกตัวเลือกที่ไม่ตรง | ให้เลือก "เพื่อน" หรือพิมพ์ความสัมพันธ์เอง |
| ข้อความต้อนรับ "สำหรับคุณและลูกน้อย" | ลูกค้าที่ยังมีลูกไม่ได้เห็นข้อความนี้ทุกครั้งที่เข้าระบบ | ข้อความต้อนรับที่ไม่อ้างถึงสมาชิกในบ้าน |
| คำถามวันเกิดบุตรเพื่อส่งโปรโมชัน | โปรโมชันที่ไม่เกี่ยวกับลูกค้าถูกส่งซ้ำทุกปี | ให้ลูกค้าเลือกหัวข้อโปรโมชันที่อยากรับเอง |
ช่องบังคับกรอกเกี่ยวกับกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคลอย่างไร
ช่องที่บังคับกรอกเป็นจุดที่ลูกค้าต้องตอบก่อนจึงสมัครได้ ช่องจำนวนบุตรที่บังคับกรอกทั้งที่บริการไม่ได้ใช้ข้อมูลนี้ ยังขัดกับหลักเก็บข้อมูลส่วนบุคคลเท่าที่จำเป็นของ PDPA อีกชั้นหนึ่ง เมื่อแก้ช่องบังคับแล้ว ค่อยไล่ข้อความต้อนรับและชื่อแพ็กเกจ ซึ่งแก้ได้ในหน้าจัดการเนื้อหาโดยไม่ต้องให้นักพัฒนาแตะระบบ
สรุป
แบบสำรวจที่ YouGov ทำให้ UNFPA ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2567 พบผู้ตอบชาวไทยที่อยากมีลูกศูนย์คนเพียงร้อยละ 6 ทั้งชายและหญิง ขณะที่ผู้ตอบอายุ 50 ปีขึ้นไปร้อยละ 38 มีลูกน้อยกว่าที่เคยอยาก เหตุที่ผู้ตอบชาวไทยเลือกมากที่สุดคือข้อจำกัดทางการเงินร้อยละ 51 งานไม่มั่นคงร้อยละ 33 และยังไม่มีคู่ที่เหมาะสมร้อยละ 25 ตัวอย่างไทยเป็นตัวแทนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเท่านั้น และอัตราเจริญพันธุ์รวมของไทยปี 2568 อยู่ที่ 1.2 ลูกค้าที่ไม่มีบุตรจึงประกอบด้วยคนที่เลือกเองและคนที่ยังมีไม่ได้ ธุรกิจที่อยากรองรับลูกค้ากลุ่มนี้เริ่มได้จากแบบฟอร์มสมาชิก ตัดช่องบังคับที่ไม่จำเป็น ตั้งแพ็กเกจตามจำนวนคนในบ้าน และเลือกข้อความโฆษณาที่พูดถึงสิ่งที่ลูกค้าทำ แทนการเดาว่าลูกค้ามีลูกหรือไม่
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ในแบบสำรวจของ UNFPA ที่ YouGov เก็บข้อมูลปลายปี 2567 ผู้ตอบชาวไทยที่ระบุจำนวนลูกในอุดมคติเท่ากับศูนย์มีร้อยละ 6 ทั้งชายและหญิง ตัวอย่างไทยเป็นตัวแทนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเท่านั้น
Childfree ใช้กับคนที่เลือกไม่มีลูกเอง ส่วน Childless ใช้กว้างกว่า รวมคนที่อยากมีแต่ยังมีไม่ได้ด้วย รายงานของ UNFPA ชี้ว่าเหตุผลของการไม่มีลูกซับซ้อนกว่าความไม่ชอบเด็ก และบางส่วนมาจากเงื่อนไขที่คนนั้นไม่ได้เลือก
ข้อจำกัดทางการเงิน ผู้ตอบชาวไทยเลือกข้อนี้ร้อยละ 51 ตามด้วยงานไม่มั่นคงหรือว่างงานร้อยละ 33 และยังไม่มีคู่ที่เหมาะสมร้อยละ 25
1.2 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคนในปี 2568 ตามตารางตัวชี้วัดประชากรท้ายรายงาน State of World Population 2025
ข้อความที่เล่าสิ่งที่ลูกค้าได้จากสินค้าโดยไม่อ้างถึงเหตุผลที่ไม่มีลูก เช่น โรงแรมที่ขายห้องพักสองคนในวันธรรมดา หรือประกันที่พูดถึงการดูแลตัวเองยามเกษียณ ข้อความแบบนี้ไม่บังคับให้ลูกค้าต้องนึกถึงเหตุผลส่วนตัวทุกครั้งที่เห็นโฆษณา
ใช้แทนไม่ได้ ตัวอย่างไทยในแบบสำรวจนี้เป็นผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 1,076 คน เหมาะกับการดูทัศนคติและเหตุผล ส่วนจำนวนเด็กเกิดและจำนวนครัวเรือนต้องใช้ทะเบียนราษฎรหรือตัวเลขที่ สสช. เผยแพร่
ไม่จำเป็น แพ็กเกจครอบครัวยังตอบลูกค้าที่มีลูกได้ตามเดิม สิ่งที่ควรเพิ่มคือแพ็กเกจที่ไม่สมมติว่าลูกค้ามีเด็กในบ้าน เช่น แพ็กเกจสำหรับสองคน หรือสำหรับผู้ใหญ่ที่อยู่กับพ่อแม่สูงวัย
PHYGITAL INSIGHT
บริการที่เกี่ยวข้อง
ให้ PHYGITAL AGENCY ช่วยต่อยอดเรื่องนี้สู่ผลลัพธ์จริง
แบบฟอร์มสมัครสมาชิกของธุรกิจคุณมีช่องบังคับที่ลูกค้าไม่มีบุตรต้องตอบกี่ช่อง?
ทีม PHYGITAL AGENCY ไล่แบบฟอร์มและหน้าแพ็กเกจทุกหน้าเพื่อหาคำที่สมมติว่าลูกค้ามีลูก ตั้งกลุ่มเป้าหมายในแคมเปญตามสิ่งที่ลูกค้าทำ และเขียนข้อความโฆษณาที่ใช้ได้กับลูกค้าทุกกลุ่มโดยไม่ตัดสินใคร

WRITTEN BY
PARANATH PANARATANA
CHAIRMAN OF PHYGITAL AGENCY
ประธานกรรมการบริษัท ฟิจิทัล เอเจนซี จำกัด มีประสบการณ์ดูแลการตลาดที่ผสานโลกจริงและโลกออนไลน์เข้าด้วยกัน ตลอดจนเป็นที่ปรึกษาในการวินิจฉัยธุรกิจ อีกทั้งยังเคยทำงานในสายวิดีโอโปรดักชั่นและภาพยนตร์ไทยอีกด้วย


