# ตั้งบริษัทลูก เมื่อไรควรแยกนิติบุคคล กับเส้นถือหุ้น 50%

> ที่มา: https://phygital.co.th/insights/when-to-set-up-subsidiary · เผยแพร่ 17 พฤษภาคม 2569 · อ่าน 13 นาที · โดย PARANATH PANARATANA

ตั้งบริษัทลูกเมื่อไรจึงคุ้ม ห้าสัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาแยกนิติบุคคล และเกณฑ์มาตรา 71 ทวิ ถือหุ้นตั้งแต่ 50% กับรายได้ 200 ล้านบาทที่ต้องยื่นแบบรายงานภายใน 150 วัน

## Key Takeaways

- **สัญญาณที่ใช้ตัดสินใจตั้งบริษัทลูกมีห้าข้อ** — คือ ผลงานแต่ละสายอ่านแยกไม่ออก ความเสี่ยงของสายหนึ่งลามถึงทรัพย์สินของอีกสาย มีคนนอกจะถือหุ้นเฉพาะบางสาย ใบอนุญาตของสองสายขัดกัน และคู่ค้ารายใหญ่ขอทำสัญญากับนิติบุคคลที่ทำเฉพาะงานนั้น
- **ประมวลรัษฎากรมาตรา 71 ทวิ นับบริษัทเป็นนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันเมื่อถือหุ้นกันตั้งแต่ร้อยละ 50** — ทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมถึงกรณีที่คนกลุ่มเดียวกันถือหุ้นรวมกันถึงเกณฑ์ในทั้งสองบริษัท
- **บริษัทที่เข้าลักษณะนี้และมีรายได้ตั้งแต่ 200 ล้านบาท ต้องยื่นแบบรายงาน (Disclosure Form) ภายใน 150 วันหลังปิดรอบบัญชี** — แบบนี้ขอมูลค่าธุรกรรมระหว่างกันแยกเป็นรายการ ตั้งแต่ค่าสินค้าจนถึงเงินกู้ยืม

ตั้งบริษัทลูกคือการแยกสายธุรกิจหนึ่งออกไปอยู่ในนิติบุคคลใหม่ที่บริษัทเดิมหรือผู้ถือหุ้นกลุ่มเดิมยังถือหุ้นอยู่ เหตุผลที่ฟังขึ้นมีห้าข้อ และทุกข้อเป็นเรื่องการแยกความเสี่ยง ความเป็นเจ้าของ หรือข้อมูลผลงาน ภาษีไม่ใช่ตัวตั้งของการตัดสินใจนี้ ภาษีเป็นกติกาที่ตามมาทันทีหลังแยก เพราะประมวลรัษฎากรมาตรา 71 ทวิ นับบริษัทที่ถือหุ้นกันตั้งแต่ร้อยละ 50 เป็นนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน และบริษัทที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องรายงานธุรกรรมระหว่างกันทุกปี

หน้านี้เรียงห้าสัญญาณให้ใช้ตรวจกิจการของตัวเองได้ แล้วอธิบายเกณฑ์ของกรมสรรพากรจากเอกสารคำอธิบายการกรอกแบบรายงานและข้อหารือที่เปิดอ่านได้ โครงสร้างถือหุ้นและตัวเลขรายได้ในบทนี้เป็นตัวอย่างประกอบการอ่านเกณฑ์ การตัดสินว่ากิจการหนึ่งเข้าข่ายหรือไม่ต้องดูจากทะเบียนผู้ถือหุ้นจริงร่วมกับผู้สอบบัญชี

## บริษัทลูกคืออะไร และกฎหมายภาษีนับความสัมพันธ์อย่างไร

บริษัทลูกคือบริษัทที่อีกบริษัทหนึ่งถือหุ้นมากพอจะควบคุมการตัดสินใจได้ ในทางภาษี คำที่ใช้จริงคือ "นิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน" ตามมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง ซึ่งกว้างกว่าความหมายในภาษาพูด เพราะนับทั้งบริษัทแม่กับบริษัทลูก และบริษัทพี่น้องที่มีผู้ถือหุ้นกลุ่มเดียวกัน

[คำอธิบายการกรอกแบบรายงานของกรมสรรพากร](https://www.rd.go.th/fileadmin/user%5Fupload/kormor/newlaw/explan%5Fm71.pdf) สรุปลักษณะความสัมพันธ์ไว้สามแบบ

| แบบ | ลักษณะตามมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง                                                                                                                | ตัวอย่างโครงสร้าง                                  |
| --- | ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- | --------------------------------------------------- |
| (1) | นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นในอีกนิติบุคคลหนึ่งทางตรงหรือทางอ้อม ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของทุนทั้งหมด                                  | บริษัทเดิมถือหุ้นบริษัทลูกร้อยละ 70          |
| (2) | ผู้ถือหุ้นที่ถือในนิติบุคคลหนึ่งไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ถือในอีกนิติบุคคลหนึ่งไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ด้วย                       | เจ้าของคนเดียวกันถือหุ้นข้างมากในสองบริษัท |
| (3) | มีความสัมพันธ์ด้านทุน การจัดการ หรือการควบคุม จนนิติบุคคลหนึ่งดำเนินการโดยอิสระจากอีกนิติบุคคลไม่ได้ ตามที่กฎกระทรวงกำหนด | ใช้ทีมบริหารและระบบอนุมัติชุดเดียวกัน        |

เอกสารเดียวกันกำหนดว่าการนับจำนวนหุ้นให้ดูจากหุ้นทั้งหมดโดยไม่แยกประเภทของหุ้น การออกหุ้นบุริมสิทธิให้คนนอกจึงไม่ได้ทำให้หลุดจากเกณฑ์โดยอัตโนมัติ

### **ถือหุ้นทางอ้อมผ่านบริษัทอื่น นับรวมอย่างไร**

นับตามสัดส่วนการถือหุ้นที่ต่อกันเป็นทอด ไม่ได้นับว่าถือเกินครึ่งในทุกชั้นแล้วผ่าน คำอธิบายการกรอกแบบยกตัวอย่างบริษัทต่างประเทศที่ถือหุ้นบริษัทไทยทางอ้อมผ่านบริษัทอื่นสองชั้น กรณีหนึ่งคำนวณได้ร้อยละ 52 จึงเป็นนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน อีกกรณีคำนวณได้ร้อยละ 41.6 จึงไม่เป็น แม้ทุกชั้นในสายนั้นจะถือหุ้นข้างมากก็ตาม เจ้าของที่วางโครงสร้างหลายชั้นควรคูณสัดส่วนตามสายจริงก่อนสรุปว่าบริษัทใดอยู่ในเกณฑ์

### **ตั้งบริษัทลูกกับวางบริษัทโฮลดิ้งไว้ชั้นบน เลือกแบบไหน**

เลือกจากปัญหาที่ต้องการแก้ ถ้าปัญหาคือสองสายธุรกิจปนกันในการดำเนินงาน ให้แยกที่ชั้นล่างด้วยการตั้งบริษัทลูกที่มีลูกค้า พนักงาน และบัญชีของตัวเอง ถ้าปัญหาคือผู้ถือหุ้นหลายคนถือตรงในหลายบริษัทจนตัดสินใจร่วมกันยาก การมีบริษัทชั้นบนที่ทำหน้าที่ถือหุ้นช่วยรวบให้เหลือจุดตัดสินใจเดียว ทั้งสองแบบทำให้เกิดนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามมาตรา 71 ทวิ เหมือนกัน หน้าที่รายงานจึงไม่ใช่ตัวแยกระหว่างสองทางนี้

## ห้าสัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาแยกนิติบุคคล

ถึงเวลาแยกเมื่อมีสัญญาณตั้งแต่สองข้อขึ้นไปพร้อมกัน และหนึ่งในนั้นเป็นเรื่องที่ทางเลือกอื่นแก้ไม่ได้ สัญญาณเดียวมักมีวิธีที่ถูกกว่า เช่น แยกศูนย์ต้นทุนในระบบบัญชีเดิม ตารางด้านล่างวางสัญญาณคู่กับทางเลือกที่ควรลองก่อน

| สัญญาณ                           | อาการที่เห็นได้                                                                          | ทางเลือกที่ลองก่อนแยกได้                            |
| -------------------------------- | ------------------------------------------------------------------------------------------- | --------------------------------------------------------- |
| ผลงานรายสายอ่านไม่ออก      | ถามว่าสายไหนกำไรต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์ และได้คำตอบต่างกันตามคนคำนวณ        | แยกรหัสต้นทุนรายสายในระบบบัญชีเดิม                |
| ความเสี่ยงลามข้ามสาย         | สายที่มีภาระรับประกันผลงานหลายปีอยู่รวมกับสายที่ถือที่ดินและอาคาร         | ทำประกันภัยเฉพาะงาน กำหนดเพดานความรับผิดในสัญญา |
| คนนอกจะถือหุ้นเฉพาะบางสาย  | ผู้ร่วมทุนหรือทายาทต้องการถือเฉพาะงานที่ตัวเองดูแล                              | ไม่มีทางเลือกที่ตอบได้จริงนอกจากแยก               |
| ใบอนุญาตหรือคุณสมบัติขัดกัน | สายหนึ่งถูกจำกัดสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติ อีกสายต้องการรับทุนจากต่างประเทศ  | ไม่มีทางเลือกที่ตอบได้จริงนอกจากแยก               |
| คู่ค้าขอคู่สัญญาเฉพาะงาน   | ผู้ว่าจ้างต้องการนิติบุคคลที่ขอบเขตความรับผิดชัด หรือต้องแสดงผลงานเฉพาะด้าน | เจรจาขอบเขตความรับผิดในสัญญาเดิมก่อน              |

การเปลี่ยนจากสายงานในบริษัทเดียวเป็นหลายนิติบุคคลเป็นการตัดสินใจเรื่องโครงสร้างที่ใหญ่กว่าการแบ่งแผนก ข้อดีข้อเสียของการจัดองค์กรตามสายธุรกิจอยู่ใน[Divisional Structure คืออะไร กำไรที่หายไปเมื่อคู่แข่งแยกตาม](https://phygital.co.th/insights/divisional-organizational-structure) ซึ่งเป็นขั้นก่อนหน้าของการแยกนิติบุคคล

### **มีสัญญาณข้อเดียว ควรตั้งบริษัทลูกเลยหรือไม่**

ส่วนใหญ่ยังไม่ควร เพราะต้นทุนของนิติบุคคลใหม่เป็นรายปี ส่วนประโยชน์ของสัญญาณข้อเดียวมักได้จากวิธีที่ถูกกว่า กรณีที่อ่านผลงานรายสายไม่ออก การแยกรหัสต้นทุนในระบบเดิมให้ข้อมูลใกล้เคียงกันโดยไม่ต้องมีงบการเงินชุดที่สอง ข้อยกเว้นคือสัญญาณเรื่องคนนอกจะถือหุ้นเฉพาะบางสาย และเรื่องใบอนุญาตที่ขัดกัน สองข้อนี้ไม่มีทางแก้อื่นในนิติบุคคลเดียว จึงเป็นเหตุพอสำหรับการแยกได้แม้เกิดข้อเดียว

## วันที่ได้เลขทะเบียนนิติบุคคล อะไรเปลี่ยนทันที

สามเรื่องเปลี่ยนในวันเดียวกัน คือบัญชีกลายเป็นสองชุด รายการที่เคยโยกกันเองกลายเป็นธุรกรรมที่ต้องมีราคาและเอกสาร และกรรมการของแต่ละบริษัทต้องตัดสินใจเพื่อประโยชน์ของนิติบุคคลที่ตัวเองนั่งอยู่

เรื่องแรก บริษัทใหม่ต้องมีสมุดบัญชี ผู้ทำบัญชี ผู้สอบบัญชี งบการเงิน และแบบภาษีของตัวเองครบทุกประเภท รายจ่ายที่มักประเมินต่ำคือรายจ่ายรายปีที่ตามมา ทั้งค่าทำบัญชี ค่าสอบบัญชี และเวลาของทีมที่ต้องปิดงบสองชุด วิธีอ่านตัวเลขของแต่ละบริษัทแยกจากกันทวนได้จาก[อ่านงบกำไรขาดทุน ทำไมต้องเสียภาษีจากเงินที่ลูกค้ายังไม่จ่าย](https://phygital.co.th/insights/income-statement-profit-vs-cash-for-ceo)

เรื่องที่สอง ค่าเช่าพื้นที่ที่ใช้ร่วมกัน เงินเดือนของคนที่ทำงานให้สองแห่ง การให้ใช้ชื่อและฐานลูกค้าเดิม และเงินที่โอนให้กันไปหมุนเวียน ทั้งหมดกลายเป็นรายการระหว่างนิติบุคคลที่ต้องมีสัญญาและหลักฐาน

เรื่องที่สาม กรรมการที่นั่งทั้งสองบริษัทยืนอยู่ทั้งสองฝั่งของรายการเดียวกัน รายการระหว่างกันจึงควรผ่านการอนุมัติและบันทึกไว้ในรายงานการประชุมของทั้งสองฝ่าย กรอบหน้าที่ตามกฎหมายของนิติบุคคลหนึ่งแห่งไล่ไว้ครบใน[กฎหมายธุรกิจพื้นฐาน อายุความหนี้การค้าสองปีกับห้าปี](https://phygital.co.th/insights/thai-business-law-basics-for-ceo)

### **ธุรกรรมระหว่างบริษัทแม่กับบริษัทลูกควรตั้งราคาอย่างไร**

ตั้งจากราคาที่แต่ละฝ่ายจะตกลงกับคนนอกในงานลักษณะเดียวกัน แล้วเขียนวิธีคิดราคาไว้ในสัญญา หลักนี้ทำให้ผลงานของแต่ละบริษัทสะท้อนงานที่ทำจริง และอธิบายได้เมื่อแบบรายงานของกรมสรรพากรขอมูลค่าธุรกรรมระหว่างกันแยกเป็นรายการ ค่าบริการที่เก็บแบบเหมาหรือไม่มีเกณฑ์ เช่น ค่าบริหารที่คิดเป็นร้อยละของยอดขายโดยไม่มีงานรองรับ เป็นรายการที่อธิบายยากที่สุดเมื่อถูกถาม เอกสารที่ควรมีคือสัญญา ใบแจ้งหนี้ และบันทึกเวลาหรือปริมาณงานที่ใช้คิดราคา

## Disclosure Form ใครต้องยื่นและต้องกรอกอะไร

ผู้ต้องยื่นคือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนซึ่งเป็นนิติบุคคลและเข้าลักษณะความสัมพันธ์ตามมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง และมีรายได้ทั้งหมดตามงบการเงินของรอบบัญชีนั้นไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท มีกำหนดยื่นภายใน 150 วันหลังวันปิดรอบบัญชี ตามมาตรา 71 ตรี ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 370 (พ.ศ. 2563)

คำอธิบายการกรอกแบบของกรมสรรพากรยกตัวอย่างว่าแบบนี้ขอข้อมูลสองส่วน ส่วนแรกคือรายชื่อนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันทั้งในและนอกประเทศ ส่วนที่สองคือมูลค่ารวมของธุรกรรมที่ทำกับแต่ละราย แยกเป็นรายการดังนี้

1. **ฝั่งรายได้** รายได้โดยตรงจากการประกอบกิจการ และรายได้อื่นที่เกิดจากธุรกรรมกับบริษัทนั้น
2. **ฝั่งรายจ่าย** ค่าวัตถุดิบหรือสินค้า ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ ค่าสิทธิ ค่าบริหาร ค่าบริการทางเทคนิค ค่านายหน้า ดอกเบี้ย และรายจ่ายอื่น
3. **ยอดคงค้าง** เงินกู้ยืมและเงินให้กู้ยืมระหว่างกัน ณ วันสิ้นรอบบัญชี
4. **การปรับโครงสร้าง** ในรอบบัญชีนั้นมีการปรับโครงสร้างธุรกิจหรือโอนทรัพย์สินไม่มีตัวตนระหว่างกันหรือไม่

รายการเหล่านี้ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ตั้งบริษัทลูกพอดี ทั้งค่าเช่า ค่าบริการงานกลาง ค่าใช้ชื่อ และเงินที่โอนให้กันไปหมุนเวียน กิจการที่ยังมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์จึงควรเก็บข้อมูลตามหมวดเดียวกันตั้งแต่แรก เพราะเมื่อรายได้โตถึงเกณฑ์ การย้อนแยกรายการหลายปีทำยากกว่าการบันทึกไปพร้อมกัน

### **เจ้าของกลุ่มเดียวกันถือหุ้นหลายบริษัท นับว่ามีความสัมพันธ์กันไหม**

นับ ถ้าถือรวมกันถึงเกณฑ์ทั้งสองฝั่ง [ข้อหารือกรมสรรพากร เลขที่ กค 0702/217 ลงวันที่ 14 มกราคม 2565](https://www.rd.go.th/fileadmin/user%5Fupload/kormor/newlaw/217.pdf) ตอบกรณีบุคคลสามคนถือหุ้นในสามบริษัทด้วยสัดส่วนต่างกัน แต่รวมกันได้ร้อยละ 100 ในทุกบริษัท กรมสรรพากรวินิจฉัยว่าคำว่า "ผู้ถือหุ้น" ในมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง (2) ครอบคลุมทั้งผู้ถือหุ้นรายบุคคลและหลายบุคคลรวมกัน ทั้งสามบริษัทจึงเป็นนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน กรณีนี้พบบ่อยในธุรกิจครอบครัวที่พี่น้องถือหุ้นไขว้กันหลายบริษัท

### **ย้ายสายงานจากบริษัทเดิมเข้าบริษัทลูก ต้องรายงานเพิ่มอะไร**

แบบรายงานมีคำถามแยกว่ารอบบัญชีนั้นมีการปรับปรุงโครงสร้างธุรกิจระหว่างนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันหรือไม่ และยกตัวอย่างไว้ตรง ๆ ว่ารวมถึงการโอนกิจการบางส่วนให้อีกนิติบุคคลในเครือ ผู้ยื่นต้องระบุด้วยว่าการปรับครั้งนั้นทำให้รายได้ ต้นทุน และอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มหรือลดลง การย้ายสายงานที่มีทรัพย์สินติดไปด้วยมีเงื่อนไขทางภาษีของตัวเองอีกชุด ซึ่งแยกไว้ใน[Spin-off ธุรกิจ โอนกิจการบางส่วนให้บริษัทในเครือต้องครบอะไร](https://phygital.co.th/insights/spin-off-pros-cons-tax-legal)

## นับคนที่ทำงานให้สองบริษัทก่อนยื่นจดทะเบียน

จุดตั้งต้นที่ลงแรงน้อยที่สุดคือถามพนักงานหลักทีละคนว่า ถ้าตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมา จะอยู่ในทะเบียนลูกจ้างของบริษัทไหน แล้วนับจำนวนคนที่ตอบว่าทั้งสองแห่ง ระบบที่เกี่ยวกับลูกจ้างทุกระบบต้องการนายจ้างหนึ่งรายต่อหนึ่งคน ทั้งสัญญาจ้าง เงินสมทบประกันสังคม และการหักภาษี ณ ที่จ่าย

1. **จดตัวเลขสองตัว** คือจำนวนคนที่ตอบชื่อบริษัทได้ทันที กับจำนวนคนที่ตอบว่าทั้งสองแห่ง
2. **เลือกทางให้คนกลุ่มหลัง** ให้เป็นลูกจ้างของบริษัทหนึ่งแล้วคิดค่าบริการกับอีกบริษัทตามเวลาที่ใช้จริง หรือแบ่งงานจนแต่ละส่วนอยู่กับบริษัทเดียว
3. **ร่างรายการธุรกรรมระหว่างกัน** ตามหมวดของแบบรายงาน ทั้งค่าเช่า ค่าบริการงานกลาง ค่าใช้ชื่อ และเงินกู้ยืม
4. **ส่งร่างทั้งหมดให้ผู้สอบบัญชีดู** ก่อนยื่นคำขอจดทะเบียน

ถ้าคนส่วนใหญ่ในทีมหลักตอบว่าทั้งสองแห่ง แปลว่าสองสายธุรกิจยังใช้คนชุดเดียวกัน การแยกนิติบุคคลตอนนี้จะเพิ่มเอกสารรายเดือนโดยยังไม่ได้แยกอะไรจริง

งานที่ตามมาหลังตั้งบริษัทลูกแตกออกเป็นสามทาง ถ้าจะย้ายสายงานที่มีทรัพย์สินอยู่แล้วเข้าไป เงื่อนไขอยู่ใน[Spin-off ธุรกิจ โอนกิจการบางส่วนให้บริษัทในเครือต้องครบอะไร](https://phygital.co.th/insights/spin-off-pros-cons-tax-legal) ถ้าคำถามคือหน้าตาองค์กรหลังแยก ให้อ่าน[โครงสร้างองค์กรคืออะไร ทำไมงานออกมาหน้าตาเหมือนผังองค์กร](https://phygital.co.th/insights/organizational-structure-guide-for-ceo) ประกอบ ส่วนหัวข้อนี้เป็นกิ่งหนึ่งของ[ความรู้บริหารจัดการ 9 หมวดที่ CEO ต้องรู้ ผลิตภาพขึ้น 17%](https://phygital.co.th/insights/ceo-business-management-knowledge-guide)

## สรุป

ตั้งบริษัทลูกเมื่อมีสัญญาณตั้งแต่สองข้อพร้อมกัน โดยเฉพาะเมื่อคนนอกจะถือหุ้นเฉพาะบางสาย หรือใบอนุญาตของสองสายขัดกัน หลังแยกแล้ว มาตรา 71 ทวิ นับบริษัทที่ถือหุ้นกันตั้งแต่ร้อยละ 50 ทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมถึงกรณีคนกลุ่มเดียวกันถือรวมกัน เป็นนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน บริษัทที่มีรายได้ตั้งแต่ 200 ล้านบาทต้องยื่นแบบรายงานภายใน 150 วัน การตั้งราคาระหว่างกันตามราคาตลาดและบันทึกรายการตามหมวดของแบบตั้งแต่ปีแรกจึงคุ้มกว่าการย้อนแยกทีหลัง

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

### ตั้งบริษัทลูกแล้วต้องย้ายสัญญากับลูกค้าเดิมทั้งหมดหรือไม่

ไม่จำเป็น และการย้ายพร้อมกันทั้งหมดมักเปิดการเจรจาใหม่หลายฉบับโดยไม่ตั้งใจ สัญญาจำนวนมากต้องได้ความยินยอมจากคู่สัญญาก่อนเปลี่ยนตัวผู้รับจ้าง วิธีที่ลดแรงเสียดทานคือให้สัญญาเดิมเดินต่อกับบริษัทเดิมจนครบอายุ แล้วให้บริษัทลูกรับเฉพาะงานที่เริ่มหลังวันจดทะเบียน

### บริษัทเดิมควรถือหุ้นบริษัทลูกในสัดส่วนเท่าไร

ตอบจากสิ่งที่ต้องการจากโครงสร้าง ถ้าต้องการคุมการตัดสินใจในที่ประชุมผู้ถือหุ้น สัดส่วนต้องเกินกึ่งหนึ่ง ถ้าต้องการเปิดที่ให้ผู้ร่วมทุนหรือทีมบริหาร ให้กำหนดสัดส่วนที่เหลือพร้อมสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นตั้งแต่ต้น สัดส่วนที่ควรเลี่ยงคือกึ่งหนึ่งพอดี เพราะเมื่อสองฝ่ายเห็นต่างจะไม่มีฝ่ายใดตัดสินใจได้

### รายได้ยังไม่ถึง 200 ล้านบาท ต้องสนใจเรื่องนี้หรือยัง

ต้องสนใจในแง่การเก็บข้อมูล แม้ยังไม่มีหน้าที่ยื่นแบบรายงาน หลักการตั้งราคาระหว่างกันตามราคาตลาดยังใช้กับทุกขนาด และการบันทึกธุรกรรมระหว่างกันแยกตามหมวดของแบบตั้งแต่ปีแรก ทำให้วันที่รายได้โตถึงเกณฑ์ไม่ต้องย้อนแยกรายการหลายปี

### ถ้าตั้งบริษัทลูกแล้วพบว่าไม่คุ้ม ยุบภายหลังได้หรือไม่

ยุบได้ แต่กระบวนการเลิกและชำระบัญชีกินเวลานานกว่าที่คาด ต้องผ่านมติผู้ถือหุ้น จดทะเบียนเลิก ประกาศ ชำระสะสางทรัพย์สินและหนี้สิน ยื่นแบบภาษีรอบสุดท้าย และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี ต้นทุนเวลาส่วนนี้คือเหตุผลที่ควรใช้ห้าสัญญาณตรวจก่อนตั้ง

### บริษัทลูกใช้ชื่อทางการค้าและโลโก้ของบริษัทเดิมได้หรือไม่

ใช้ได้ถ้ามีข้อตกลงการใช้สิทธิระหว่างสองบริษัท เพราะเมื่อแยกนิติบุคคลแล้ว ชื่อและเครื่องหมายเป็นทรัพย์สินของผู้จดทะเบียน ค่าตอบแทนการใช้สิทธิเป็นหนึ่งในรายการที่แบบรายงานขอแยกไว้ในหมวดค่าสิทธิ จึงควรกำหนดเงื่อนไขและวิธีคิดค่าตอบแทนเป็นลายลักษณ์อักษรตั้งแต่วันเริ่มใช้

## ลูกค้าที่ค้นชื่อบริษัทใหม่ยังเจอแค่ข้อมูลของบริษัทเดิม

PHYGITAL AGENCY ตั้งตัวตนออนไลน์ของนิติบุคคลใหม่ให้พร้อมตั้งแต่วันเปิดทำการ ทั้งข้อมูลธุรกิจ ช่องทางติดต่อ และการวางชื่อให้ลูกค้าหาเจอโดยไม่ปนกับบริษัทเดิม

- [นัดประชุมผ่าน Google Meet](https://calendar.app.google/DotQdE7Ca8LZG6Us5)
- [เพิ่มเพื่อนใน LINE](https://lin.ee/J8Qq8Do)
